⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3801/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสมาแสดงในชั้นพิจารณา แต่หากมีเอกสารอื่นที่แสดงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา และจำเลยไม่โต้แย้งเอกสารดังกล่าว ศาลอาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้ หนังสือให้ความยินยอมของสามีในการที่ภริยาก่อหนี้ ถือเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ และหนี้นั้นจะถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่สามีต้องร่วมรับผิดด้วย

ย่อคำพิพากษา

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสมาแสดงและมิได้อ้างอิงเป็นพยานหลักฐานโดยยื่นบัญชีระบุพยานมาก่อน แต่เมื่อพิจารณาคำขอทำสัญญาเช่าซื้อซึ่งมีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนสมรสกัน และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้ ทั้งโจทก์ยื่นฎีกาโดยอ้างส่งสำเนาใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวซึ่งมีข้อความยืนยันความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายแนบท้ายฎีกามาด้วย เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาทั้งมิได้โต้แย้งสำเนาใบสำคัญการสมรสกับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาแต่อย่างใด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าวอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังสำเนาใบสำคัญการสมรสกับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) การที่จำเลยที่ 3 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 รับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ภริยาของจำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซึ่งจำเลยที่ 3 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือดังกล่าวถือเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่ภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ตามสัญญาเช่าซื้อจึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1490

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 260,000 บาท และให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 36,000 บาท และอีกเดือนละ 4,000 บาท ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 296,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 175,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 10 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากโจทก์ในราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 283,290 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 60 งวด งวดละ 5,052 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญายินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 3 สามีของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยตกลงร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 6 งวดเศษ แล้วผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดที่ 7 ประจำวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปเป็นระยะเวลาสามงวดติดต่อกัน โจทก์บอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสามโดยชอบแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน กับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามหนังสือให้ความยินยอม หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามข้อนำสืบของโจทก์ ในคดีที่จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จะไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 มาแสดง และข้อเท็จจริงยังไม่ได้ความจากคำพยานบุคคลของโจทก์ชี้ชัดว่า จำเลยที่ 3 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อ หรือ เพียงอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส อันเป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาคำขอทำสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสกับจำเลยที่ 1 โดยจดทะเบียนสมรสกัน และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไว้ ย่อมชี้ให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความสัมพันธ์ต่อกันฉันสามีภริยาทางกฎหมาย ทั้งโจทก์ยื่นฎีกาโดยอ้างส่งสำเนาใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวซึ่งมีข้อความยืนยันความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 แนบท้ายฎีกามาด้วย และศาลชั้นต้นได้ส่งสำเนาฎีกาพร้อมเอกสารแนบท้ายฎีกาให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว แต่จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำแก้ฎีกา ทั้งมิได้โต้แย้งสำเนาใบสำคัญการสมรสกับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาแต่อย่างใด เอกสารเช่นว่านี้ แม้โจทก์จะไม่เคยแสดงความจำนงอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานโดยยื่นบัญชีระบุพยานมาก่อน แต่เมื่อเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลฎีกามีอำนาจรับฟังสำเนาใบสำคัญการสมรส กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 สำเนาใบสำคัญการสมรส กับสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวเอกสารแนบท้ายฎีกา ซึ่งปรากฏรายละเอียดว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 ณ สำนักทะเบียนพระสมุทรเจดีย์ จึงสนับสนุนข้อความในคำขอทำสัญญาเช่าซื้อ และทำให้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) บัญญัติให้หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นในระหว่างสมรสและอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันถือเป็นหนี้ร่วมนั้น หมายความถึงการเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และการที่จำเลยที่ 3 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้ความยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อ โดยมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 3 รับรู้และยินยอมให้จำเลยที่ 1 ภริยาของจำเลยที่ 3 ทำสัญญาเช่าซื้อ และหากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาหรือมีความรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 3 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หนังสือที่จำเลยที่ 3 แสดงเจตนาดังกล่าวมีลักษณะของการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นภริยาของตนก่อขึ้น หนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อรายนี้จึงถือเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) ที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภค เห็นว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 175,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าขาดประโยชน์ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3801/2565 บริษัท ซ. โจทก์ นางสาว อ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ซ. · จำเลย - นางสาว อ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล · ประทีป อ่าววิจิตรกุล · แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครใต้ - นางสาวแก้วตา หฤทัยพันธ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำผบ.(พ)52/2565

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1913/2520ฎีกา 324/2504ฎีกา 2307/2518ฎีกา 3803/2565ฎีกา 2732/2534ฎีกา 6193/2551ฎีกา 5531/2534ฎีกา 698/2537ฎีกา 149/2526ฎีกา 269/2520ฎีกา 1969/2515ฎีกา 1384/2518ฎีกา 2926-2929/2524ฎีกา 2752/2537ฎีกา 3745/2530ฎีกา 7937/2538ฎีกา 235/2538ฎีกา 8358/2538ฎีกา 1162/2515ฎีกา 583/2506ฎีกา 1234/2508ฎีกา 960/2544ฎีกา 679/2532ฎีกา 1275/2482
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา