⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9754/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9754/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายภาษีอากร ต้องเป็นการให้กู้ยืมเงินแก่บุคคลทั่วไปอย่างต่อเนื่องเป็นปกติประเพณี ไม่ใช่การให้กู้ยืมเพียงครั้งเดียว. การยกหนี้เงินกู้เป็นนิติกรรมสองฝ่าย การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวต้องมีคู่กรณีทั้งสองฝ่ายเป็นคู่ความในคดี.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ให้ อ. และ ป. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเพียงครั้งเดียว มิได้ให้บุคคลอื่นกู้ยืมอีก กรณียังถือไม่ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (5) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นิติกรรมยกหนี้เงินกู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. และ ป. เป็นนิติกรรมสองฝ่ายหาใช่นิติกรรมฝ่ายเดียว การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของ อ.และ ป. ซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีด้วยจึงไม่อาจเพิกถอนในคดีนี้ได้ อนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องกระทำโดยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง มิใช่เพียงยื่นคำแก้อุทธรณ์เช่นนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1250 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1269

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 487,118.57 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนคิดเป็นเดือนในค่าภาษีจำนวน 197,066.65 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษี และให้เพิกถอนหนังสือยกหนี้เงินกู้ให้แก่นางสาวอมรและนางประภา คนละ 2,300,000 บาท รวมเป็นเงิน 4,600,000 บาท ให้กลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ดังเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินภาษี จำนวน 356,666 บาท กับให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวน 106,353 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 และเงินภาษีจำนวน 71,980 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินกว่าค่าภาษีที่ค้างชำระแต่ละจำนวน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายทนงศักดิ์ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งตั้งนายทนงศักดิ์เป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ให้เช่าทรัพย์สินที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2541 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท วันที่ 3 กรกฎาคม 2541 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระบัญชี ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2540 และวันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีเงินได้นิตบุคคลแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง เงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินนำมาคำนวณภาษีมาจากการที่จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรกับนางประภาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินคนละ 2,300,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และถือเอาดอกเบี้ยที่คำนวณได้เป็นเงินได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนมกราคม 2540 ถึงธันวาคม 2540 และเดือนมกราคม 2541 ถึงมิถุนายน 2541 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรหรือนางประภากู้ยืมเงินเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้นางสาวอมรกับนางประภาซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 กู้ยืมเพียงครั้งเดียว มิได้ให้ผู้อื่นกู้ยืมอีก กรณียังถือ ไม่ได้ว่าเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามความหมายของประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ศาลจะเพิกถอนนิติกรรมยกหนี้เงินกู้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางสาวอมรและนางประภาได้หรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็นนิติกรรมสองฝ่ายหาใช่นิติกรรมฝ่ายเดียวดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิของนางสาวอมรและนางประภาซึ่งโจทก์มิได้ฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย จึงไม่อาจเพิกถอนในคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง จำเลยที่ 2 ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องกระทำโดยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง มิใช่เพียงแต่ยื่นคำแก้อุทธรณ์เช่นนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9754/2544 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัทมากสินธิ์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพากร · จำเลย - บริษัทมากสินธิ์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทองหล่อ โฉมงาม · องอาจ โรจนสุพจน์ · ชาลี ทัพภวิมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายนันทน อินทนนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2037/2539ฎีกา 950/2541ฎีกา 2564/2546ฎีกา 1538/2550ฎีกา 2635/2527ฎีกา 1431/2545ฎีกา 1532/2537ฎีกา 4638/2546ฎีกา 1889/2546ฎีกา 4260/2536ฎีกา 2571/2523ฎีกา 2796-2801/2546ฎีกา 1633/2525ฎีกา 8703/2553ฎีกา 9041/2554ฎีกา 1927/2518ฎีกา 4181/2528ฎีกา 6340-6345/2544ฎีกา 2947/2536ฎีกา 950/2542ฎีกา 1766-1771/2544ฎีกา 4295/2567ฎีกา 351/2507ฎีกา 809/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา