⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1840/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1840/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ชำระบัญชีจะรับผิดต่อเจ้าหนี้ก็ต่อเมื่อการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของบริษัทที่ถูกชำระบัญชี

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็เฉพาะกรณีจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ เมื่อไม่ปรากฏว่านอกจากทรัพย์สินที่โจทก์ยึดและอายัดมาชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินอื่น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีไม่ครบถ้วนตามที่ ป.พ.พ. บัญญัติไว้ ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.422 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1250 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1269 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1270

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน ๙๒,๖๑๑,๕๓๘.๑๓ บาท แก่โจทก์ และชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ และภาษีมูลค่าเพิ่มที่ค้างชำระนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ เงินเพิ่มไม่เกินจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระในแต่ละประเภทภาษีดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีสิ้นสภาพบุคคลแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งโจทก์ฟ้องคดีหลังจากจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัทเกินกว่า ๒ ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ ๑ ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีต่าง ๆ ถูกต้องครบถ้วน จำเลยที่ ๑ ไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน จึงมิได้อุทธรณ์การประเมิน การประเมินย่อมไม่เป็นที่สุดและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัท และจดทะเบียนเสร็จสิ้นการชำระบัญชีแล้ว โดยได้ประกาศโฆษณาหนังสือพิมพ์ให้บรรดาลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบเพื่อการชำระสะสางหนี้สิน ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามจำเลยที่ ๑ ให้ชำระหนี้ จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินใด ๆ ต่อโจทก์ คำสั่งกรมสรรพากรที่มอบอำนาจให้นายสำเร็จ ตั้งสุวรรณ สรรพากรภาค ๓ เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีนั้นไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจ ดังนั้น นายสำเร็จไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทน คำสั่งดังกล่าวไม่ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าตามประมวลรัษฎากร การมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้ชำระบัญชี ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ เป็นหรือเคยเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ไม่เคยถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ หรือมีส่วนร่วมในการบริหารของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ เข้ามาเมื่อจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกกิจการแล้วและกำลังจะสิ้นสภาพบุคคล จำเลยที่ ๒ ได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินค่าภาษีอากรและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ มีทรัพย์สินเหลือพอชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้โจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่มีส่วนกระทำใดให้โจทก์เสียหาย จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ภาษีอากรจำนวน ๙๒,๖๑๑,๕๓๘.๑๓ บาทพร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีแต่ละจำนวนที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระตามใบแจ้งการประเมินรายพิพาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้เงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามใบแจ้งการประเมินรายพิพาทแต่ละฉบับ และให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่าจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระบัญชีและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์กล่าวคือ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๗ ภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน ๔๓,๓๘๓,๕๑๘.๗๕ บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๘ ภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน ๑๒,๖๕๑,๖๐๒.๒๓ บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นคำนวณถึงวันฟ้องสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ จำนวน ๑๘,๓๖๗,๕๐๒.๘๐ บาท สำหรับเดือนภาษีธันวาคม ๒๕๓๘ จำนวน ๑๗,๕๙๕,๙๐๐ บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องสำหรับเดือนภาษีธันวาคม ๒๕๓๘ จำนวน ๖๑๓,๐๑๔.๓๕ บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน ๙๒,๖๑๑,๕๓๘.๑๓ บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็เฉพาะกรณีจำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายไม่ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำเลยที่ ๑ มีอยู่ แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่านอกจากทรัพย์สินที่โจทก์ยึดและอายัดมาชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ ๑ ยังมีทรัพย์สินอื่น ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๒ จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีไม่ครบถ้วนตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1840/2545 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัทพัฒนาสหสิน จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพากร · จำเลย - บริษัทพัฒนาสหสิน จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทองหล่อ โฉมงาม · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · โนรี จันทร์ทร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา