⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2397/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกกันแล้ว สิทธิในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นย่อมสิ้นสุดลง และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่ตกลงกันไว้โดยไม่ทบต้นจากหนี้ที่เหลืออยู่.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่โจทก์ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด ต่อมาโจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของ ช. มาชำระหนี้ของจำเลยเพื่อหักทอนบัญชีเดินสะพัด แต่เมื่อหักทอนบัญชีกันแล้ว จำเลยคงเป็นหนี้โจทก์อยู่อีกจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีอีก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าคู่สัญญาประสงค์ให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดอันเป็นสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยอีก สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาลักษณะพิเศษที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ในอันที่จะคำนวณดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่ลูกหนี้ได้ หลังจากบัญชีเดินสะพัดเลิกกันแล้ว สิทธิในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นย่อมหมดไป คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. 391 วรรคหนึ่งจำเลยต้องชำระหนี้เงินที่เบิกเกินบัญชีอยู่แก่โจทก์การที่จำเลยไม่ชำระหนี้จึงเป็นการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากการเลิกสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กรณีไม่ใช่เบี้ยปรับที่โจทก์เรียกเอาจากจำเลยผู้ผิดสัญญาที่หากสูงเกินส่วนศาลอาจปรับลดลงได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.655 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.860

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำหนี้เบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี จากต้นเงิน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๔๔๑,๗๑๖.๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยได้ชำระภายหลังสิ้นสุดสัญญามาหักหนี้ตามลำดับ เมื่อคงเหลือจำนวนสุทธิเท่าใด ให้ถือเป็นต้นเงินที่จะคำนวณดอกเบี้ยตามอัตราข้างต้นต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีโดยดำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๔ จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ สาขางามวงศ์วาน ตกลงว่าจะนำเงินเข้าบัญชีและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ที่มอบให้ไว้เพื่อถอนเงินจากบัญชี ถ้าเหลือเงินในบัญชีไม่พอจ่ายหรือเกินวงเงิน หากโจทก์ผ่อนผันจ่ายเงินตามเช็คเกินวงเงินในบัญชีไป จำเลยยอมผูกพันที่จะจ่ายเงินส่วนที่โจทก์ผ่อนผันจ่ายไปนั้นคืนโจทก์ เสมือนว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ตามบัญชีเดินสะพัดและหรือเป็นหนี้ เบิกเงินเกินบัญชีต่อโจทก์และยินยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี หรืออัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โดยคิดดอกเบี้ยทบต้นตามวิธีและประเพณีของธนาคาร โดยมี ช. ทำสัญญาจำนำสิทธิการรับฝากเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นประกันหนี้ดังกล่าวของจำเลย นับแต่เปิดบัญชีจำเลยเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน ๒,๘๓๙,๘๔๖ บาท โจทก์จึงโอนเงินฝากประจำของ ช. จำนวน ๒,๓๙๘,๐๘๔.๔๒ บาท มาชำระหนี้ของจำเลยเพื่อหักทอนบัญชี ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงเมื่อใด เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีกำหนดสิ้นสุดลง จึงใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือ เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของนายชัยวัล มาชำระหนี้ของจำเลย เมื่อหักทอนบัญชีกันแล้วจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์ อยู่อีกจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีอีก พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า คู่สัญญาประสงค์ให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดอันเป็นสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีด้วยสิ้นสุดลงในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ นั่นเอง โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยได้ถึงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๐ ? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยภายหลังสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาลักษณะพิเศษที่กฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ในอันที่จะคำนวณดอกเบี้ยทบต้นเอาแก่ลูกหนี้ได้ หลังจากสัญญาบัญชีเดินสะพัด เลิกกันแล้ว สิทธิในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นเจ้าหนี้ย่อมหมดไป คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง จำเลยต้องชำระหนี้เงินที่เบิกเกินบัญชีแก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ชำระหนี้จึงเป็นการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นหลังจากการเลิกสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราตามที่ตกลงไว้ในสัญญาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยภายหลังสัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงถือเป็นดอกเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกเอาจากจำเลยผู้ผิดสัญญา ซึ่งหากสูงเกินกว่าศาลอาจปรับลดลงได้ เมื่อโจทก์มิได้แสดงอัตราดอกเบี้ยที่คิดแก่จำเลยหลังสัญญาสิ้นสุดลงไว้ชัดเจนจึงกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีนั้น ข้อวินิจฉัยดังกล่าวไม่ต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาที่สูงกว่าได้ ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2545 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายชยันต์ สงวนน้อย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายชยันต์ สงวนน้อย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · สมชาย จุลนิติ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายประทีป ทับอัตตานนท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3518/2524ฎีกา 7287/2539ฎีกา 2826/2536ฎีกา 1962/2548ฎีกา 1042/2531ฎีกา 3796/2540ฎีกา 7022/2552ฎีกา 1862/2518ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 4642/2540ฎีกา 770/2486ฎีกา 2821/2522ฎีกา 560/2553ฎีกา 4015/2528ฎีกา 1781/2509ฎีกา 2409/2551ฎีกา 425/2520ฎีกา 1077/2527ฎีกา 4225/2529ฎีกา 8294/2538ฎีกา 5434/2536ฎีกา 4873/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา