⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2630/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ การกระทำใดที่แสดงเจตนาชัดแจ้งว่าไม่ต้องการให้ผู้เช่าซื้อใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว

ย่อคำพิพากษา

การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องบอกเลิกเป็นหนังสือ หากผู้ให้เช่าซื้อกระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่ออกให้เช่าซื้ออีกต่อไป ก็ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว การที่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปจึงเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ขอถือเอาคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาจำเลยทั้งสองนั้น เป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรจะเป็นอย่างไร พร้อมด้วยเหตุผลที่คัดค้าน เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.573 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.574

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยทั้งสองให้การว่า ขอให้ยกฟ้องคำขอส่วนที่เกินจำนวนค่าเสียหายดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่า ทนายความ ๒,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๖๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อ รถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ในราคา ๓๒๘,๘๙๖ บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ๔๘ งวด งวดละ ๖,๘๕๒ บาท ต่อเดือน งวดแรกชำระวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๓๙ งวดต่อไปชำระทุกวันที่ ๒๕ ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยจำเลยที่ ๒ เป็น ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อเรื่อยมา ต่อมาจำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าเช่าซื้อ วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ ๑ และนำออกประมูลขายได้เงิน ๑๗๑,๐๒๘.๐๔ บาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เลิกกันแล้ว หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อที่โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำกันไว้ตามเอกสารหมาย จ. ๕ ข้อ ๑๐ มีข้อตกลงว่า "ในกรณีที่ ผู้เช่าซื้อ (ก) ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกัน สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน และปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือบอกกล่าวของเจ้าของแล้ว แต่ผู้เช่าซื้อละเลยหรือเพิกเฉยเสียไม่ปฏิบัติตามภายในกำหนด ๓๐ วัน นับแต่ วันที่ได้รับหนังสือนั้น หรือถ้ารถยนต์ประเภทอื่นผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่งโดยเจ้าของไม่จำต้องบอกกล่าว ล่วงหน้า หรือ? เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ทันที?" เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อมิตซูบิชิ แอล ๒๐๐ ไซโคลน ซึ่งจำเลยที่ ๑ ผู้เช่าซื้อเบิกความว่า เช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวมาเพื่อใช้ประกอบการค้าขายผักและผลไม้ ดังนั้น รถยนต์ที่เช่าซื้อจึงไม่ใช่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน ๗ คน หากแต่เป็นรถยนต์ประเภทอื่น ซึ่งเมื่อจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดใดงวดหนึ่ง โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อข้อ ๑๐ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ ๑ รับกันว่า จำเลยที่ ๑ ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์รวม ๔ งวดเศษ หลังจากนั้นไม่ชำระอีกเลย ถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวได้ทันทีโดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ทราบล่วงหน้าเพื่อให้นำค่าเช่าซื้อที่ค้างมาชำระก่อน คดีนี้แม้จะให้รับฟังตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์มีหนังสือบอกเลิก สัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยที่ ๑ ณ ที่อยู่แห่งอื่นที่มิใช่ที่อยู่หรือภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดย ไม่ชอบก็ตาม แต่ภายหลังนั้นปรากฏต่อมาว่าโจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาจากจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เพราะจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตั้งแต่งวดที่ ๕ เป็นต้นไป ถือได้ว่าการที่ โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ทั้งนี้เพราะการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องบอกเลิกเป็นหนังสือ หากผู้ให้เช่าซื้อกระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการให้ผู้เช่าซื้อได้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่ออกให้เช่าซื้ออีกต่อไป ก็ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยทั้งสองได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองที่อ้างเพียงว่า ขอถือเอาคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า เป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไรและที่ถูกควรจะเป็นอย่างไร พร้อมด้วยเหตุผลที่คัดค้าน เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2630/2545 บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายไพโรจน์ พรหมสุรินทร์ ที่ 1 กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายไพโรจน์ พรหมสุรินทร์ ที่ 1 กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · ชวลิต ตุลยสิงห์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1800/2511ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1561/2520ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4873/2528ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 615/2531ฎีกา 991/2548ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 218/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา