คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2545
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกจ้างพนักงานรัฐวิสาหกิจให้อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ว่าด้วยมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
ย่อคำพิพากษา
ขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงตกอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ไม่ได้อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยกรณีจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยอ้างว่ามีสิทธิเรียกร้องตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ แต่เมื่อปรับบทกฎหมายตามข้อหาของโจทก์ดังกล่าวแล้ว พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.4 พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม.4 พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม.11 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง ๓๖,๒๔๖.๕๘ บาท และ ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มของต้นเงิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท คิดถึงวันฟ้อง ๑,๖๒๐,๐๐๐ บาท และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑๕ ทุกระยะเวลา ๗ วัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์เป็นผู้รับจ้างเป็นที่ปรึกษามีกำหนดเวลาชัดเจนและแน่นอน เป็นงานตามโครงการ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย ดอกเบี้ยและเงินเพิ่มจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า? คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงจากอุทธรณ์ของโจทก์และคำเบิกความของพยานจำเลยว่า ในขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ เมื่อจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจก็ย่อมตกอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ และเนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ มิให้บังคับแก่? (๒) รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงเป็นการอ้าง บทกฎหมายคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างจากจำเลย ซึ่งเมื่อปรับบทกฎหมายตาม ข้อหาของโจทก์ดังกล่าวแล้ว พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ (๑) และมาตรา ๑๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ คดีจึงมีปัญหาตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยตามระเบียบดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งระเบียบคณะกรรมการ รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๓ กำหนดว่า "พนักงาน" หมายความว่า พนักงานตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ และคำว่า "พนักงาน" นั้น พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "พนักงาน" หมายความว่า พนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจแต่ไม่หมายความรวมถึงฝ่ายบริหาร เห็นได้ว่า โจทก์ตกลงทำงานให้แก่จำเลยและจำเลยตกลงจ่ายสินจ้างให้แก่โจทก์ตลอดเวลาที่โจทก์ทำงานให้ ซึ่งงานที่โจทก์ทำนั้นก็เป็นงานตามปกติในธุรกิจการธนาคารของจำเลย ทั้งในการทำงานจำเลยสั่งการถึงโจทก์และโจทก์สั่งการต่อไปยังพนักงานอื่นของจำเลยได้ด้วย โจทก์จึงมีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลย ที่จำเลยอ้างว่าตามสัญญาว่าจ้างกำหนดสถานะไว้ว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์เป็นผู้รับจ้าง โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ดังเช่นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยจะได้รับ โจทก์ไม่ต้องมีบัตรพนักงาน โจทก์ไม่เคยถูกประเมินผลงานหรือได้รับการปรับเงินเดือนรายปีแต่อย่างใดทั้งโจทก์ไม่มีรายชื่อใน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลว่าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยด้วยนั้นเป็นกรณีที่จำเลยปฏิบัติต่อโจทก์แตกต่างจากพนักงานอื่นอันเกิดจากความเห็นของจำเลยเท่านั้นซึ่งการปฏิบัติที่แตกต่างดังกล่าว ยังไม่พอที่จะถือว่าโจทก์มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยตามกฎหมาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น?
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปีแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3214/2545
นายนรฤทธิ์ โกมลารชุน โจทก์
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายนรฤทธิ์ โกมลารชุน · จำเลย - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เกษมสันต์ วิลาวรรณ · มงคล คุปต์กาญจนากุล · พูนศักดิ์ จงกลนี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์ · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา