⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4643/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4643/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากเจ้าหนี้ไม่แสดงเจตนาขอรับชำระหนี้ที่ลูกหนี้ได้วางต่อศาลภายในระยะเวลาอันสมควร ถือว่าเจ้าหนี้ได้สละสิทธิในการรับชำระหนี้นั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 150,000 บาท มาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากโจทก์ขอรับเงินดังกล่าวศาลก็ชอบที่จะจ่ายให้ไปได้ แต่โจทก์ยืนยันความประสงค์ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และดำเนินการบังคับคดีจนกระทั่งจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทแล้ว ทั้งระยะเวลานับแต่จำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลจนถึงวันที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 รับเงินคืนไปซึ่งเป็นเวลา 1 ปีเศษ โจทก์ไม่เคยแสดงเจตนาขอรับเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางต่อศาลพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์สละสิทธิขอรับเงินดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขอรับเงินจากศาลได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 รับเงินไปจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสอง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง โดยตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 1 ถึงข้อ 3 มีใจความว่า โจทก์ตกลงมอบที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินทั้งหมดในโครงการตาลคู่การ์เด้นบีชให้แก่จำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองตกลงร่วมกันจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 5,000,000 บาท โดยการผ่อนชำระงวดละปี ไม่น้อยกว่าปีละ 300,000 บาท จนกว่าจะครบถ้วนภายในกำหนด11 ปี นับแต่วันทำสัญญา (ทำสัญญาวันที่ 26 มกราคม 2538) ด้วยวิธีนำเงินไปวางต่อศาลเพื่อชำระให้แก่โจทก์ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดจำเลยทั้งสองยอมมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินดังกล่าวคืนโจทก์และยอมออกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวทันทีโดยจะไม่รื้อถอนหรือขนย้ายทรัพย์สินใด ๆ ออกไป ทั้งไม่ติดใจเรียกร้องเงินใด ๆ จากโจทก์... จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว 3 งวดเป็นเงินรวม 900,000 บาท สำหรับงวดที่ 4 จำเลยที่ 1 นำเงินไปวางต่อศาลเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 เพื่อชำระให้แก่โจทก์เพียง 150,000 บาท ซึ่งไม่ครบจำนวน 300,000บาทตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้วดำเนินการต่อไป และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2543 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการปิดประกาศให้จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินพิพาทแล้ว ต่อมาวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่วางต่อศาลจำนวน 150,000 บาท ดังกล่าวคืนโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ยอมรับเงินและจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 รับเงินคืนโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ผิดระเบียบเพราะเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยที่ 1 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงตกเป็นของโจทก์นับแต่วันที่ศาลได้รับเงินไว้แล้ว การที่ศาลมีคำสั่งให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ชอบที่โจทก์จะบังคับคดีตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดี เงินที่จำเลยที่ 1 วางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัด เมื่อจำเลยที่ 1 ขอรับคืนและศาลอนุญาตแล้ว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอน ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2542จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 150,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นงวดที่ 4 แต่ไม่ครบจำนวน 300,000 บาท ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2542 โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอเนื่องจากจำเลยที่ 1 ขอประนีประนอมยอมความโดยวางเงินดังกล่าวและศาลชั้นต้นได้นัดพร้อมเพื่อสอบถามคู่ความ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำขอออกหมายบังคับคดีและยื่นคำแถลงในวันนัดพร้อมต่อศาลชั้นต้นว่าประสงค์จะบังคับตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้วดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2543 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการปิดประกาศให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 ขอรับเงินที่วางไว้ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำเลยทั้งสองได้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วเห็นว่า เงินจำนวน 150,000 บาทดังกล่าว เป็นเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากโจทก์ขอรับเงินดังกล่าวศาลก็ชอบที่จะจ่ายให้ไปได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยืนยันความประสงค์ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และดำเนินการบังคับคดีจนกระทั่งจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทแล้ว ทั้งระยะเวลานับแต่จำเลยที่ 1 วางเงินต่อศาลเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวจนถึงวันที่ศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 รับเงินคืนไปซึ่งเป็นเวลา 1 ปีเศษ โจทก์ไม่เคยแสดงเจตนาขอรับเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางต่อศาลพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิขอรับเงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวคืนจากศาลได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 รับเงินดังกล่าวไป จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4643/2545 ร้อยเอก อาลักษณ์ อนุมาศ โจทก์ นาย ประยุทธ ซังธาดา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ร้อยเอก อาลักษณ์ อนุมาศ · จำเลย - นาย ประยุทธ ซังธาดา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัธยา ดิษยบุตร · ปรีดี รุ่งวิสัย · สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 6789/2541ฎีกา 3996/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 945/2504ฎีกา 1763/2551ฎีกา 7168/2542ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 39/2524ฎีกา 161/2507ฎีกา 1818/2543ฎีกา 1591/2495ฎีกา 82/2512ฎีกา 7907/2551ฎีกา 3053/2527ฎีกา 7339/2540ฎีกา 2532/2523ฎีกา 7732/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ