คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4768/2545
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งต่อการส่งยาเสพติดออกนอกราชอาณาจักร แต่ยังไม่ตลอดไปเพราะถูกจับกุมได้ก่อน ถือเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักร
เมื่อกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีโทษที่แตกต่างจากกฎหมายเดิม หากกฎหมายใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า ให้ใช้กฎหมายใหม่บังคับ แต่หากกฎหมายใหม่เป็นโทษแก่จำเลยมากกว่า ให้ใช้กฎหมายเดิมบังคับ
ย่อคำพิพากษา
ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลยนั้น จำเลยได้กลืนโคคาอีนลงไปในกระเพาะอาหารของจำเลยแล้ว และจำเลยมีตั๋วโดยสารเครื่องบินเรียบร้อยพร้อมที่จะขึ้นเครื่องบินซึ่งใกล้จะถึงเวลาที่จะบินออกจากท่าอากาศยานกรุงเทพ ถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะเจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดและจับกุมจำเลยได้เสียก่อน การกระทำของจำเลยจึงเข้าขั้นพยายามตาม ป.อ. มาตรา 80 อันเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว
ความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัมนั้น พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดกำหนดโทษจำคุกและปรับ แต่ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิดกำหนดโทษจำคุกหรือปรับ ฉะนั้นเมื่อกฎหมายที่แก้ไขใหม่อาจลงโทษปรับเพียงสถานเดียว จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แก่จำเลย
ความผิดฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนนั้น โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีอัตราโทษเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่หนักกว่ากฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแก่จำเลย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม.8 พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม.20 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.16 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.68 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.69 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๖, ๑๗, ๖๘, ๖๙, ๑๐๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓, ๗, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ริบของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖, ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๘ วรรคสอง, ๖๙ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๖๙ วรรคสาม) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งออกโคคาอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๒ ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ วางโทษจำคุก ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย ๑๐ ปี ริบโคคาอีนของกลาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติแล้วว่า ขณะที่ร้อยตำรวจเอก ส. กับพวกเข้าจับกุมจำเลยนั้น พบจำเลยที่บริเวณชั้น ๓ ของอาคารผู้โดยสารขาออก โดยขณะนั้นจำเลยได้กลืนโคคาอีน ลงไปในกระเพาะอาหารของจำเลยแล้วและจำเลยมีตั๋วโดยสารเครื่องบินเรียบร้อยพร้อมที่จะขึ้นเครี่องบินซึ่งใกล้จะถึงเวลาที่จะบินออกจากท่าอากาศยานกรุงเทพอีกด้วย ถือได้ว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดในฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะเจ้าพนักงานตรวจพบการกระทำความผิดของจำเลยและจับกุมจำเลยได้เสียก่อน ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเข้าขั้นพยายาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ อันเป็นความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนแล้ว หาใช่เป็นเพียงขั้นตระเตรียมการไม่
อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕ ) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๒๐ ยกเลิกความในมาตรา ๑๖ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน กล่าวคือ ในความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม ตามมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสาม เดิมมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสองแสนบาท แต่มาตรา ๖๙ วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ กรณีโคคาอีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงหนึ่ร้อยกรัม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี หรือปรับ ตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อโคคาอีนในคดีนี้มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ ๓๗.๒๑๔ กรัม เห็นได้ว่า แม้โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่จะมีอัตราโทษเท่ากันและโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะหนักกว่ากฎหมายเดิมก็ตาม แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่อาจลงโทษปรับเพียงสถานเดียวก็ได้ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ต้องบังคับใช้ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ และในความผิดฐานส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีน ตามมาตรา ๑๖ เดิม, ๖๘ วรรคสองเดิม มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึง จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงห้าแสนบาท แต่ตามมาตรา ๑๖ ที่แก้ไขใหม่, ๖๘ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองล้านบาทถึงห้าล้านบาท เห็นได้ว่าแม้โทษจำคุกตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขใหม่จะมีอัตราโทษเท่ากัน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่หนักกว่ากฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดจึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องบังคับใช้ตาม กฎหมาที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓
พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง, ๖๙ วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) และในความผิดฐานพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งโคคาอีนจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๖ (เดิม) , ๖๘ วรรคสอง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับ ยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4768/2545
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นายโจชัว เนอตี้ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายโจชัว เนอตี้ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิบูลย์ มีอาสา · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายชลิต กฐินะสมิต · ศาลอุทธรณ์ - นายสนั่น รินทร์ศรี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา