⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1866/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2553

ป.อาญา ม.80, 277, 317

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่บันทึกไว้สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้ และมีพยานหลักฐานอื่นประกอบที่น่าเชื่อถือว่าคำให้การนั้นเป็นจริง

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานเพราะเหตุจำเป็นที่ผู้เสียหายหนีออกจากบ้านพักไม่สามารถติดตามตัวได้ แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายตามบันทึกคำให้การ และผลการชันสูตรบาดแผล ซึ่งตรวจหลังเกิดเหตุในวันเดียวกันและพบรอยถลอกที่ปากช่องคลอดและรอยช้ำที่เยื่อพรมจรรย์แล้วเชื่อว่าผู้เสียหายให้การไปตามความจริง บันทึกคำให้การดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.317 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 80, 279, 317, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง, 317วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราและฐานกระทำอนาจารเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารและพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความดังกล่าว สิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดทราบเรื่องราวจากการคาดคั้นสอบถามผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้เสียหายสมัครใจที่จะเล่าเรื่องราวให้ฟังด้วยตนเองมาตั้งแต่แรก เมื่อสิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดพาผู้เสียหายไปให้ปากคำต่อพันตำรวจตรีศรศิลป์พยานโจทก์ ผู้เสียหายก็ให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีรายละเอียดตรงกันกับที่ได้เล่าให้สิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดฟัง ซึ่งพันตำรวจตรีศรศิลป์เบิกความรับรองในข้อนี้ และบันทึกคำให้การดังกล่าวยังได้ทำต่อหน้านักจิตวิทยาและพนักงานอัยการซึ่งไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายผู้เสียหายหรือฝ่ายจำเลย ไม่มีข้อน่าระแวงสงสัยว่าจะทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายจำเลย แม้ผู้เสียหายจะเคยพูดโกหกต่อสิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดหลายครั้ง แต่เหตุที่ผู้เสียหายกระทำไปก็เพราะกลัวถูกทำโทษ ส่วนเรื่องราวเหตุการณ์ตามที่ผู้เสียหายเล่าให้สิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดฟังหรือที่ให้การต่อพันตำรวจตรีศรศิลป์ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้ผู้เสียหายอาจถูกทำโทษซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายต้องการหลีกเลี่ยง จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายจะต้องสร้างเรื่องเพื่อให้ตนเองถูกทำโทษและต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง นอกจากนั้นโจทก์มีสิบตำรวจโทประจักษ์ และสิบตำรวจโทธวัชชัย เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยพาผู้เสียหายไปที่สำนักงานของสวนสัตว์ห้วยทรายที่พยานทั้งสองทำงาน และวันเดียวกันช่วงบ่ายจำเลยพาผู้เสียหายกลับไปที่สวนสัตว์อีกครั้งหนึ่งแล้วจำเลยก็ออกไปโดยบอกว่าจะมารับผู้เสียหาย จนกระทั่งเวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยก็ยังไม่มา สิบตำรวจโทธวัชชัยจึงให้เพื่อนไปส่งผู้เสียหาย ซึ่งเหตุการณ์ตามคำเบิกความของสิบตำรวจโทประจักษ์และสิบตำรวจโทธวัชชัยสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายให้การ สิบตำรวจโทประจักษ์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับจำเลยส่วนสิบตำรวจโทธวัชชัยเป็นรุ่นน้องจำเลย ไม่ปรากฏว่าเคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความบิดเบือนความจริงให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ประกอบกับผู้เสียหายนำพันตำรวจตรีศรศิลป์ไปโรงแรมม่านรูดและชี้ห้องหมายเลข 4 ที่เกิดเหตุ ซึ่งนางยุพิน พนักงานโรงแรมม่านรูดเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา มีคนขับรถยนต์กระบะสีขาวมาเปิดใช้ห้องหมายเลข 4 ที่ข้างรถคันดังกล่าวมีรูปสัตว์ติดอยู่ซึ่งตรงกันทั้งช่วงเวลาที่ผู้เสียหายให้การว่าจำเลยพาไปโรงแรมม่านรูดและลักษณะรถยนต์กระบะของจำเลย ทำให้น่าเชื่อว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำให้การของผู้เสียหาย ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานเพราะเหตุจำเป็นที่ผู้เสียหายหนีออกจากบ้านพักไม่สามารถติดตามตัวได้ แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย และผลการชันสูตรบาดแผลซึ่งตรวจหลังเกิดเหตุในวันเดียวกันและพบรอยถลอกที่ปากช่องคลอดและรอยช้ำที่เยื่อพรมจรรย์แล้วเชื่อว่าผู้เสียหายให้การไปตามความจริง บันทึกคำให้การดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226/3 (1) ... พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2553 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ สิบตำรวจตรีวชิราวุฒิ หมื่นแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี · จำเลย - สิบตำรวจตรีวชิราวุฒิ หมื่นแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กรองเกียรติ คมสัน · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · โสภณ โรจน์อนนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายดิลก กาญจนแสนส่อ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1090/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3307/2531ฎีกา 5840/2544ฎีกา 2848/2527ฎีกา 959/2531ฎีกา 7998/2561ฎีกา 4521/2539ฎีกา 6252/2531ฎีกา 1392/2564ฎีกา 2246/2520ฎีกา 20504/2556ฎีกา 1560/2529ฎีกา 1089/2559ฎีกา 180/2554ฎีกา 233/2552ฎีกา 593/2510ฎีกา 1672/2569ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1888/2548ฎีกา 4529/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1250/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา