⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1866/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่บันทึกไว้สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้ และมีพยานหลักฐานอื่นประกอบที่น่าเชื่อถือว่าคำให้การนั้นเป็นจริง

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานเพราะเหตุจำเป็นที่ผู้เสียหายหนีออกจากบ้านพักไม่สามารถติดตามตัวได้ แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายตามบันทึกคำให้การ และผลการชันสูตรบาดแผล ซึ่งตรวจหลังเกิดเหตุในวันเดียวกันและพบรอยถลอกที่ปากช่องคลอดและรอยช้ำที่เยื่อพรมจรรย์แล้วเชื่อว่าผู้เสียหายให้การไปตามความจริง บันทึกคำให้การดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 (1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 80, 279, 317, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง, 317วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราและฐานกระทำอนาจารเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารและพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความดังกล่าว สิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดทราบเรื่องราวจากการคาดคั้นสอบถามผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้เสียหายสมัครใจที่จะเล่าเรื่องราวให้ฟังด้วยตนเองมาตั้งแต่แรก เมื่อสิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดพาผู้เสียหายไปให้ปากคำต่อพันตำรวจตรีศรศิลป์พยานโจทก์ ผู้เสียหายก็ให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีรายละเอียดตรงกันกับที่ได้เล่าให้สิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดฟัง ซึ่งพันตำรวจตรีศรศิลป์เบิกความรับรองในข้อนี้ และบันทึกคำให้การดังกล่าวยังได้ทำต่อหน้านักจิตวิทยาและพนักงานอัยการซึ่งไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายผู้เสียหายหรือฝ่ายจำเลย ไม่มีข้อน่าระแวงสงสัยว่าจะทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายจำเลย แม้ผู้เสียหายจะเคยพูดโกหกต่อสิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดหลายครั้ง แต่เหตุที่ผู้เสียหายกระทำไปก็เพราะกลัวถูกทำโทษ ส่วนเรื่องราวเหตุการณ์ตามที่ผู้เสียหายเล่าให้สิบตำรวจโทสุระเจตน์และนางสมคิดฟังหรือที่ให้การต่อพันตำรวจตรีศรศิลป์ล้วนเป็นเหตุที่ทำให้ผู้เสียหายอาจถูกทำโทษซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายต้องการหลีกเลี่ยง จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายจะต้องสร้างเรื่องเพื่อให้ตนเองถูกทำโทษและต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง นอกจากนั้นโจทก์มีสิบตำรวจโทประจักษ์ และสิบตำรวจโทธวัชชัย เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 7 นาฬิกา จำเลยพาผู้เสียหายไปที่สำนักงานของสวนสัตว์ห้วยทรายที่พยานทั้งสองทำงาน และวันเดียวกันช่วงบ่ายจำเลยพาผู้เสียหายกลับไปที่สวนสัตว์อีกครั้งหนึ่งแล้วจำเลยก็ออกไปโดยบอกว่าจะมารับผู้เสียหาย จนกระทั่งเวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยก็ยังไม่มา สิบตำรวจโทธวัชชัยจึงให้เพื่อนไปส่งผู้เสียหาย ซึ่งเหตุการณ์ตามคำเบิกความของสิบตำรวจโทประจักษ์และสิบตำรวจโทธวัชชัยสอดคล้องกับที่ผู้เสียหายให้การ สิบตำรวจโทประจักษ์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับจำเลยส่วนสิบตำรวจโทธวัชชัยเป็นรุ่นน้องจำเลย ไม่ปรากฏว่าเคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความบิดเบือนความจริงให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย ประกอบกับผู้เสียหายนำพันตำรวจตรีศรศิลป์ไปโรงแรมม่านรูดและชี้ห้องหมายเลข 4 ที่เกิดเหตุ ซึ่งนางยุพิน พนักงานโรงแรมม่านรูดเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 10 นาฬิกา มีคนขับรถยนต์กระบะสีขาวมาเปิดใช้ห้องหมายเลข 4 ที่ข้างรถคันดังกล่าวมีรูปสัตว์ติดอยู่ซึ่งตรงกันทั้งช่วงเวลาที่ผู้เสียหายให้การว่าจำเลยพาไปโรงแรมม่านรูดและลักษณะรถยนต์กระบะของจำเลย ทำให้น่าเชื่อว่าเหตุการณ์เป็นไปตามคำให้การของผู้เสียหาย ดังนั้น แม้โจทก์จะไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานเพราะเหตุจำเป็นที่ผู้เสียหายหนีออกจากบ้านพักไม่สามารถติดตามตัวได้ แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพลักษณะ แหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย และผลการชันสูตรบาดแผลซึ่งตรวจหลังเกิดเหตุในวันเดียวกันและพบรอยถลอกที่ปากช่องคลอดและรอยช้ำที่เยื่อพรมจรรย์แล้วเชื่อว่าผู้เสียหายให้การไปตามความจริง บันทึกคำให้การดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226/3 (1) ... พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2553 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ สิบตำรวจตรีวชิราวุฒิ หมื่นแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี · จำเลย - สิบตำรวจตรีวชิราวุฒิ หมื่นแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กรองเกียรติ คมสัน · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · โสภณ โรจน์อนนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายดิลก กาญจนแสนส่อ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1090/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2246/2520ฎีกา 1560/2529ฎีกา 180/2554ฎีกา 233/2552ฎีกา 593/2510ฎีกา 1672/2569ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1888/2548ฎีกา 4529/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1250/2520ฎีกา 5487/2548ฎีกา 9308/2546ฎีกา 3237/2543ฎีกา 1005/2532ฎีกา 1165/2537ฎีกา 3380/2531ฎีกา 643/2531ฎีกา 34/2521ฎีกา 3159/2532ฎีกา 490/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา