⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6766/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6766/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันคู่สัญญาตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งโจทก์และจำเลยต่างครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยได้นำที่ดินดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดินโดยปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อ โจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาท ช. สามีโจทก์เป็นผู้ซื้อ ขอให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของ ช. แบ่งที่ดินให้ แต่จำเลยไม่ยอม โจทก์จำเลยจึงขอให้กรรมการหมู่บ้านทำข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเพื่อแบ่งปันที่ดินแปลงพิพาท การทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นการทำสัญญาเพื่อระงับข้อพิพาทที่อาจมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 852

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายชื่น ก้อนคำ จำเลยเป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์กับนายชื่น นายวัน ก้อนคำ ขายที่ดินให้แก่นายชื่น พร้อมกับมอบการครอบครองที่ดินให้นายชื่นเข้าทำประโยชน์นับแต่วันทำสัญญาซื้อขาย ต่อมานายชื่นถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องการจะแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้จำเลยครึ่งหนึ่งในฐานะเป็นบุตรบุญธรรม โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยจะแบ่งที่ดินให้โจทก์ ๕ ไร่ พร้อมกับทางเข้าออก และได้ปักเขตที่ดินที่จำเลยแบ่งให้โจทก์ โจทก์และบุตรเข้าทำประโยชน์ตลอดมา ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๗ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า การซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องเป็นโมฆะ เพราะนายวัน ก้อนคำ ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและทำสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นายชื่น ก้อนคำ และจำเลย นายวันเป็นผู้อาศัยทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวแทนนายปัน พรหมเกษา ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว และอยู่ในระหว่างห้ามโอนภายใน ๑๐ ปี นับแต่ปี ๒๕๑๙ ต่อมาปี ๒๕๒๑ จำเลยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเป็นต้นมา ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยทำไปในขณะที่ตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของ และมิได้ระบุว่าแบ่งที่ดินแปลงไหน อย่างไร จำเลยซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายปันแล้ว โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๐ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดเลขที่ ๔๐๓๖๘ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๑๓๓๓ หมู่ที่ ๖ ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ. ๗ ให้โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ มีคำวินิจฉัยและคู่ความมิได้โต้แย้งว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปแสดงเขตที่ดินที่จำเลยตกลงแบ่งให้โจทก์เอกสารหมาย จ. ๗ จำเลยได้ตกลงแบ่งให้โจทก์ตามสัญญาข้อตกลงเอกสารหมาย จ. ๒ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าสัญญาตามข้อตกลงดังกล่าวผูกพันจำเลยหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายระบุชัดเจนว่านายวันขายที่ดินทั้งสองแปลงให้นายชื่นสามีโจทก์เป็นเงิน ๗๐,๐๐๐ บาท กอร์ปกับปีที่ซื้อขายคือปี ๒๕๒๑ เป็นปีที่จำเลยเพิ่งตั้งหลักด้วยการมีครอบครัว ทั้งนายปันซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินในทางทะเบียนก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าไม่ได้รับเงินค่าซื้อขายที่ดินจากจำเลย และยังเบิกความอีกว่า หากผู้มาขอให้เซ็นชื่อเพื่อไปดำเนินการโอนชื่อทางทะเบียนเป็นทายาทของนายชื่น โดยมีการแสดงสัญญาซื้อขายให้ดู ก็จะเซ็นชื่อให้ไป ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่านายชื่นคือผู้ชำระราคาที่ดินที่แท้จริง หาใช่จำเลยเป็นผู้ซื้อไม่ หลังจากนายชื่นซื้อที่ดินแล้วโจทก์จำเลยก็ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนในที่ดินแปลงดังกล่าวแล้ว นายปันได้ยอมเซ็นชื่อมอบอำนาจให้จำเลยไปจัดการออกโฉนด ซึ่งเป็นการโอนต่อให้จำเลยในฐานะทายาทผู้หนึ่งของนายชื่น การที่โจทก์ซึ่งก็เป็นทายาทผู้หนึ่งของนายชื่นและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลย ได้ขอให้กรรมการหมู่บ้านทำข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยเพื่อแบ่งปันที่ดินแปลงพิพาท การทำสัญญาดังกล่าวจึงเป็นการทำสัญญาเพื่อระงับข้อพิพาทที่อาจมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลผูกพันจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๒ จำเลยจึงต้องจดทะเบียนแบ่งแยกโฉนดที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6766/2545 นางบุญ ก้อนคำ โจทก์ นายเอ็มบี ก้อนคำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญ ก้อนคำ · จำเลย - นายเอ็มบี ก้อนคำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · วิชัย วิวิตเสวี · สำรวจ อุดมทวี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายธรรมนูญ ม่วงแก้ว · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายประเวศ อัศวรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3888/2537ฎีกา 5282/2540ฎีกา 5923/2543ฎีกา 3490/2548ฎีกา 766/2543ฎีกา 4800/2534ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 727/2567ฎีกา 5811/2533ฎีกา 566/2553ฎีกา 2600/2543ฎีกา 500/2506ฎีกา 1892/2538ฎีกา 1280/2502ฎีกา 19/2504ฎีกา 953/2505ฎีกา 7568/2541ฎีกา 8744/2542ฎีกา 7631/2552ฎีกา 4541/2550ฎีกา 174/2538ฎีกา 960/2506ฎีกา 719/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา