⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 799/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเห็นว่าเงินค่าทดแทนที่กำหนดไม่เป็นธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้มีสิทธิย่อมมีอำนาจฟ้องกระทรวงนั้นๆ ให้ร่วมรับผิดได้

ย่อคำพิพากษา

อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯและเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงย่อมจะต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้สร้างทางและ ขยายทางหลวงแผ่นดินตามชื่อของพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งที่ดินดังกล่าว กรมทางหลวง จะดำเนินการเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นซึ่งตนมิได้มีกรรมสิทธิ์อยู่ก่อนหาได้ไม่ จึงต้องเสนอให้รัฐจัดการ เวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อใช้ก่อสร้างทางและขยายทางหลวงแผ่นดิน ดังนี้ อธิบดีกรมทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย จึงเป็นผู้แสดงเจตนาแทนกรมทางหลวง เกี่ยวกับการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม และการสร้างทางหลวงแผ่นดินอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม ตามพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 มาตรา 15 กระทรวงคมนาคมจึงต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดยังไม่เป็นธรรมและรัฐมนตรีว่า การกระทรวงคมนาคม ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องกระทรวงคมนาคมให้ร่วมรับผิดด้วยได้ หลังจากมีพ.ร.ฎกำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง- ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ พ.ศ. 2513 และพ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างและขยายทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง - ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี - ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ ในท้องที่อำเภอศรีราชา อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2520 เวนคืนที่ดินของโจทก์จนถึงกลางปี 2537 ฝ่ายจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเลย จนกระทั่งวันที่ 27 กันยายน 2537 จำเลยที่ 2 เพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวง ภายหลังจากวันใช้บังคับ พระราชกฤษฎีกาฯ เกือบ 25 ปี โดยไม่ดำเนินการให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ภายในเวลาอันสมควร เป็นการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่กำหนดโดยใช้วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ คือวันที่ 30 ธันวาคม 2513 ย่อมไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ และปัจจุบันในกรณีปกติของการดำเนินการเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามมาตรา 6 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนซึ่งอยู่ในอำนาจของตนภายในอายุพระราชกฤษฎีกาฯซึ่งไม่เกินสี่ปี กล่าวโดยเฉพาะคือต้องจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่าทดแทนให้เสร็จสิ้นภายในอายุพระราชกฤษฎีกาฯ ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 13 วรรคสอง และมาตรา 31 การจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่าทดแทนโดยเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนที่ออกตามมาตรา 6 จะดำเนินการเมื่อวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ประมาณ 2 ปี ถึง 4 ปี หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในอายุพระราชกฤษฎีกานั้น ก็ต้องออกพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ หรือตราพระราชบัญญัติเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดเงินค่าทดแทนก็จะเปลี่ยนไปเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่หรือเป็นวันใช้บังคับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ แล้วแต่กรณี ดังนั้น การที่จะกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมได้ต้องใช้หลักเกณฑ์การกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เว้นแต่วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ มาเป็นกลางปี 2535 โดยเทียบเคียงจากระยะเวลาปกติในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนที่ออกตามมาตรา 6 ต้องใช้ในการจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่าทดแทน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 ม.15 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.6 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.9 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.10 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.11 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.13 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.15 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.21 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดิน ๒๑,๗๐๕,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๙ ต่อปี ในต้นเงิน ๑๙,๓๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดิน คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ คำนึงถึงสภาพทำเลที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ ราคาซื้อขายที่ดินและอื่น ๆ แล้วจึงกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินไร่ละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท หรือตารางวาละ ๓๗๕ บาท เนื้อที่ ๒๕๐ ตารางวา เป็นเงิน ๙๓,๗๕๐ บาท ซึ่งเป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ ๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อแรกที่ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ นั้นว่า อธิบดีกรมทางหลวงจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาและเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ดังกล่าว ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงย่อมจะต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้สร้างทางและขยาย ทางหลวงแผ่นดินตามชื่อของพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งที่ดินดังกล่าว กรมทางหลวงจำเลยที่ ๑ จะดำเนินการเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของ ผู้อื่นซึ่งตนมิได้มีกรรมสิทธิ์อยู่ก่อนหาได้ไม่ จึงต้องเสนอให้รัฐจัดการเวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อใช้ก่อสร้างทางและขยายทางหลวงแผ่นดิน ดังนี้ จำเลยที่ ๒ หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ จึงเป็นผู้แสดงเจตนาแทนจำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับการเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ เป็นหน่วยงานของจำเลยที่ ๓ และการสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๓ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๕ จำเลยที่ ๓ จึงต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดยังไม่เป็นธรรมและจำเลยที่ ๔ ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อสุดท้ายว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การกำหนดเงินค่าทดแทนนั้น พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๒๑ ให้กำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่อออกตามมาตรา ๖ สำหรับคดีนี้ได้มีการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง - ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี - ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ พ.ศ. ๒๕๑๓ คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ ได้ประชุมและพิจารณาถึงราคาปานกลางในการเสียภาษีบำรุงท้องที่และราคาซื้อขายที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินที่ถูก เวนคืนรวมทั้งราคาประเมินของกรมที่ดินแล้วกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ไร่ละ๑๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ไร่ละ ๘๐,๐๐๐ บาท ทั้งต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนฯ ได้วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีกเป็นไร่ละ ๓๗๕,๐๐๐ บาท ถือว่าเป็นการพยายามหาทางเยียวยาให้โจทก์ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นแล้ว นอกจากนี้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๓๔๑/๒๕๔๐ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่นายมุข โรจตระการ เจ้าของที่ดินซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิทตำบลอำเภอเดียวกันกับที่ดินของโจทก์คดีนี้ ที่ถูกเวนคืนเนื่องจากการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๖ สายกรุงเทพฯ - ระยอง ... และตอนทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง... พ.ศ. ๒๕๓๓ ตารางวาละ ๒๓,๐๐๐ บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ตารางวาละ ๖๐,๐๐๐ บาท จึงสูงเกินไป เห็นว่า แม้การพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามปกติต้องคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดขายอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาก็ตามแต่คดีนี้หลังจากมีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง - ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี - ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ พ.ศ. ๒๕๑๓ และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างและขยายทางหลวงแผ่นดิน สายกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ - บางปะกง - ชลบุรี - ระยอง - จันทบุรี - ตราด ตอนศรีราชา - สัตหีบ ในท้องที่อำเภอศรีราชา อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ๒๕๒๐ เวนคืนที่ดินของโจทก์จนถึงกลางปี ๒๕๓๗ ฝ่ายจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเลย จนกระทั่งวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๗ จำเลยที่ ๒ เพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวงตามเอกสารหมาย จ.๔ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ เกือบ ๒๕ ปี โดยไม่ดำเนินการให้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ภายในเวลาอันสมควรเป็นการจ่ายเงินค่า ทดแทนที่ดินที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยที่ ๒ แจ้งให้โจทก์ไปรับตามอัตราที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๒๖ ไร่ละ๑๕๐,๐๐๐ บาท หรือตารางวาละ ๓๗๕ บาท โดยใช้วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ คือวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๑๓ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ แม้จำเลยที่ ๔ จะวินิจฉัยเพิ่มเงินค่า ทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นไร่ละ ๓๗๕,๐๐๐ บาท หรือตารางวาละ ๙๓๗.๕๐ บาท ก็ยังคงไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัจจุบันในกรณีปกติของการดำเนินการเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ นั้น เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาฯ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนซึ่งอยู่ในอำนาจของตนภายในอายุ พระราชกฤษฎีกาฯซึ่งไม่เกินสี่ปี กล่าวโดยเฉพาะคือต้องจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่าทดแทนให้เสร็จสิ้นภายในอายุพระราชกฤษฎีกาฯ ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ วรรคสอง และมาตรา ๓๑ การจ่ายเงินค่าทดแทนหรือวางเงินค่า ทดแทนโดยเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนที่ออกตามมาตรา ๖ จะดำเนินการเมื่อวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ ประมาณ ๒ ปี ถึง ๔ ปี หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในอายุพระราชกฤษฎีกานั้น ก็ต้องออกพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ หรือตราพระราชบัญญัติเพื่อเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๕ วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดเงินค่า ทดแทนก็จะเปลี่ยนไปเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่หรือเป็นวันใช้บังคับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ แล้วแต่กรณี ดังนั้น การที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมได้ต้องใช้หลักเกณฑ์การกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) เว้นแต่วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ มาเป็นกลางปี ๒๕๓๕ อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ฝ่ายจำเลยจะมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเขตทางหลวงตามเอกสารหมาย จ.๔ เป็นเวลา ๒ ปีเศษ โดยเทียบเคียงจากระยะเวลาปกติในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนที่ออกตามมาตรา ๖ ต้องใช้ในการจ่ายเงินค่าทดแทนหรือ วางเงินค่าทดแทนดังกล่าวข้างต้น สำหรับสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ต้องคำนึงถึงตามสภาพและที่ตั้งที่ เปลี่ยนแปลงไปตามปกติจนถึงกลางปี ๒๕๓๕ โดยไม่ได้รับผลของความเจริญจากการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้ ซึ่งในกลางปี ๒๕๓๕ ที่ดินของโจทก์และบริเวณใกล้เคียงก็ไม่ได้รับผลของความเจริญจากการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้เพราะในขณะนั้นฝ่ายจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายนี้ในละแวกที่ดินของโจทก์ จึงมีปัญหาว่า เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืน เมื่อกำหนดโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ราคาที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในกลางปี ๒๕๓๕ เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแล้วควรเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อคำนึงถึงพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบถึงราคาที่ดินของโจทก์และราคาที่ดินในบริเวณใกล้เคียงและเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลฎีกาเคยกำหนดไว้สำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนในโครงการอื่นซึ่งอยู่ห่างจากที่ดินของโจทก์ไม่มากกับสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ดังกล่าว ประกอบเหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืนตามหลักเกณฑ์ของมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ถึง (๕) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. ๒๕๓๐ เว้นแต่วันอันเป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดราคาเปลี่ยนจากวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ มาเป็นกลางปี ๒๕๓๕ แล้วเห็นว่า เงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่เป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมคือตารางวาละ ๕๐,๐๐๐ บาท เพิ่มจากที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดอีกตารางวาละ ๔๙,๖๒๕ บาท เนื้อที่ ๒๕๐ ตารางวา เป็นเงิน ๑๒,๔๐๖,๒๕๐ บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นอีก ๑๒,๔๐๖,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดไว้โดยถูกต้องแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ กำหนดอีก ๑๒,๔๐๖,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราและวันที่ศาลอุทธรณ์กำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ประพันธ์ ทรัพย์แสง-วิชัย ชื่นชมพูนุท-วิชัย วิวิตเสวี) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 799/2545 นางทองย้อย ภู่จีน โจทก์ กรมทางหลวง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางทองย้อย ภู่จีน · จำเลย - กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายจักรกฤษ เจริญเลิศ · ศาลอุทธรณ์ - นายนันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 305/2511ฎีกา 1858-1859/2515ฎีกา 130/2538ฎีกา 3409/2554ฎีกา 9776/2539ฎีกา 3651/2547ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 8224/2540ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 8650/2551ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 6852-6854/2541ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา