⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1680/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาที่ทำขึ้นเป็นหนังสือ ต้องห้ามตามกฎหมาย ดอกเบี้ยที่เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ถือเป็นโมฆะ และให้คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด อำนาจในการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ได้ยื่นฎีกาแล้ว ย่อมอยู่แก่ศาลฎีกา

ย่อคำพิพากษา

สัญญากู้ยืมเงินระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่า เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุด ที่โจทก์กำหนดไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ความจริงตกลงคิดดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไม่ถึงอัตราดังกล่าวไม่ได้ เพราะเป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ในทางปฏิบัติที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยภายหลังวันทำสัญญาไม่ถึงอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา เป็นการคิดดอกเบี้ยในขณะจำเลยปฏิเสธการชำระหนี้ตามสัญญา มิใช่คิดดอกเบี้ยในขณะทำสัญญา เมื่อดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกขณะทำสัญญาเกินอัตราตามประกาศของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) ดอกเบี้ยตามสัญญาจึงเป็นโมฆะ โจทก์ชอบที่จะได้ ดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ขณะโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ระบุหมายเลขโฉนดที่ดินซึ่งให้บังคับจำนองผิดพลาด โจทก์ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แล้ว อำนาจที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือ ข้อผิดหลงเล็กน้อยดังกล่าวย่อมอยู่แก่ศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่อำนาจของศาลชั้นต้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.143 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.654 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๓๓๗,๔๐๑.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๐๑,๗๓๑.๒๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๑ และ ๔๓๐๕๒ ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๐๑,๗๓๑.๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๒ และ ๔๓๐๕๓ ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๒๐๑,๗๓๑.๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้คืนค่าขึ้น ศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน ๑,๓๓๒.๕๐ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ระหว่างฎีกาก่อนส่งสำนวนมาศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็น คู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์เมื่อบวกค่าอัตราความเสี่ยงแล้ว โจทก์มีสิทธิ คิดดอกเบี้ยได้เท่ากับอัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี และแม้ในสัญญาจะระบุดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี แต่เมื่อโจทก์ ไม่เคยคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากจำเลยในขณะทำสัญญาหรือภายหลังจากนั้น ดอกเบี้ยตามสัญญาจึงไม่เป็นโมฆะ ทั้งการนำสืบว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยขณะสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ เมื่อตามคำสั่งและประกาศของโจทก์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันทำสัญญากู้ยืมเงินได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) อัตราร้อยละ ๑๒.๕ ต่อปี แม้จะบวกค่าอัตราความเสี่ยงร้อยละ ๒ ต่อปี ก็เป็นอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี หาใช่อัตราร้อยละ ๑๖.๕ ต่อปี ตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ดังนั้น ในขณะทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากจำเลยได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ๑๔.๕ ต่อปี เท่านั้น แต่ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ ๒ มีข้อความว่า ผู้กู้ยืมเสียดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่กู้ยืมตามข้อ ๑ ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี กำหนดส่งเป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน เห็นได้ว่าข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนว่าโจทก์จำเลยตกลงคิดดอกเบี้ยกันในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี และเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จะต้องชำระกันเป็นรายเดือนทุกเดือน โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ ๒ นั้น เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์กำหนดไว้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น โดยตกลงคิดดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี หาได้ไม่ เพราะเป็นการนำพยานบุคคลเข้าสืบเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงิน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ข) และแม้ในทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยภายหลังวันทำสัญญาไม่ถึงอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ก็เป็นการคิดดอกเบี้ยในขณะจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา มิใช่คิดดอกเบี้ยในขณะทำสัญญา เมื่อโจทก์เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓ (ก) ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๔ จึงเป็นโมฆะ โจทก์ชอบที่จะได้เพียงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๒ และ ๔๓๐๕๓ ออกขายทอดตลาดเป็นให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๑ และ ๔๓๐๕๒ ออกขายทอดตลาด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น เห็นว่า ขณะโจทก์ยื่นคำร้องดังกล่าว โจทก์ได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ แล้ว อำนาจที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดพลาดหรือข้อหลงผิดเล็กน้อยดังกล่าวย่อมอยู่แก่ศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๓ วรรคหนึ่ง หาใช่อำนาจของศาลชั้นต้นไม่ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขคำพิพากษานั้นจึงไม่ชอบ จึงให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๐๕๑ และ ๔๓๐๕๒ ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2546 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทน นายวิสัณห์ เอื้อชัยเลิศกุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) · ผู้สวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทน - โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด · จำเลย - นายวิสัณห์ เอื้อชัยเลิศกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิทธิชัย รุ่งตระกูล · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · สุวิทย์ นรนุตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดหนองคาย - นายศิริ ดีวงศ์ษา · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5384/2538ฎีกา 273/2501ฎีกา 1462/2565ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 170/2546ฎีกา 1781/2509ฎีกา 3414/2541ฎีกา 1561/2520ฎีกา 4225/2529ฎีกา 6801/2540ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 794/2509ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 1896/2492ฎีกา 1550/2493ฎีกา 3649/2525ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 306/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา