⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 621/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้ได้นำเงินที่ให้กู้ไปชำระหนี้รายอื่นที่ลูกหนี้ค้างชำระอยู่ ถือว่าเจ้าหนี้ได้ส่งมอบเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้แล้ว สัญญากู้ยืมเงินจึงบริบูรณ์ มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ว่าเงินกู้นั้นจะนำไปชำระหนี้รายใด ย่อมถือเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่และสามารถคิดดอกเบี้ยได้ ไม่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย

ย่อคำพิพากษา

หลังจากที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์แล้ว โจทก์ได้โอนเงินจำนวน 45,000,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้วนำไปหักกับดอกเบี้ยเงินกู้รายอื่นที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ถอนเงินจำนวน 45,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากจำเลยที่ 1 แต่การที่โจทก์จัดให้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับอื่น ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินกู้จำนวน 45,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินคดีนี้เกิดจากการที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาก่อนิติสัมพันธ์ในระหว่างกันขึ้นใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินรายอื่นที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ในขณะนั้น ดังนั้น แม้ฟังว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพื่อนำไปชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินรายอื่นแก่โจทก์ ก็ไม่ทำให้มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินในคดีนี้เป็นหนี้ค่าดอกเบี้ย แต่ต้องถือว่าจำนวนหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ตามสัญญากู้ยืมเงินและเป็นหนี้ที่โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ ไม่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๐,๓๐๖,๒๙๙.๕๑ บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๒ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๖ แต่ไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ เนื่องจากโจทก์ใช้กรรมวิธียอกย้อนให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้และจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ เพื่อเป็นประกันดอกเบี้ยเงินกู้ที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์รายอื่น ดังนั้น โจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากหนี้เงินจำนวน ๔๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท อีกไม่ได้ เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย การฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๕ ชำระหนี้แก่โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยจำนอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2543 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทรีสอร์ท เอสเททส์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทรีสอร์ท เอสเททส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาใ - 000 · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3245/2534ฎีกา 3345/2535ฎีกา 170/2546ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 272/2490ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4873/2528ฎีกา 1360/2544ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2657/2534ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 4007/2552ฎีกา 6058/2538ฎีกา 75/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา