⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3896/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3896/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร โดยไม่ต้องไต่สวนให้ได้ความจริงก่อนว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ หากการบังคับคดีอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่ผู้ร้องให้ออกไปจากที่ดินแต่ผู้ร้องคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย หากแต่เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านที่โจทก์กับจำเลยได้ร่วมกันจัดสรรขึ้น แต่โจทก์กับจำเลยไม่ยอมโอนที่ดินและบ้านให้แก่ผู้ร้อง โดยโจทก์แกล้งฟ้องขับไล่จำเลยต่อศาล หากเป็นความจริง การที่จะให้บังคับคดีโดยให้ผู้ร้องทุกรายออกไปจากที่ดิน อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องได้ แม้โจทก์จะมีสิทธิบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาก็ตาม แต่การที่จะงดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) ก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร โดยไม่ต้องไต่สวนให้ได้ความจริงก่อนว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.292

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ต่อมาโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยจะดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 80 และผู้ร้องที่ 92 ถึงที่ 104 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทุกรายและประชาชนอีกหลายรายเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากโจทก์และจำเลยซึ่งร่วมกันจัดสรรขายโดยได้ผ่อนชำระราคาตลอดมา ต่อมาโจทก์และจำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมโอนบ้านพร้อมที่ดินให้แก่ผู้ร้องทุกราย เมื่อผู้ร้องทุกรายแจ้งว่าจะฟ้องบังคับตามสัญญาโจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และสมยอมกันเพื่อฉ้อโกงผู้ร้อง ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีที่เกี่ยวกับผู้ร้องทุกราย ผู้ร้องที่ 81 ถึงที่ 91 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินจากจำเลยตามสัญญาจะซื้อขายและได้ชำระราคาบางส่วน โจทก์ทั้งสามและจำเลยร่วมกันฉ้อฉลผู้ร้องและลูกค้าของโครงการทุกรายโดยให้โจทก์ทั้งสามเข้ามาซื้อที่ดิน ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ร้องที่ 81ถึงที่ 91 ทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยอยู่ก่อนแล้ว ขอให้ศาลห้ามมิให้โจทก์ทั้งสามเข้ารบกวนสิทธิของผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทุกรายเป็นบริวารของจำเลย คำพิพากษาตามยอมในคดีนี้จึงมีผลสมบูรณ์ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทุกราย ระหว่างการไต่สวนผู้ร้องที่ 97 และที่ 98 ขอถอนคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและให้ผู้ร้องกับโจทก์ไปดำเนินคดีเป็นคดีต่างหาก ให้งดการบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งหมดไว้เพื่อรอฟังผลของคดีใหม่ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าก่อนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้งดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นควรที่จะทำการไต่สวนให้ได้ความจริงก่อนว่าผู้ร้องทั้งหมดเป็นบริวารของจำเลยตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) ได้บัญญัติให้อำนาจศาลในอันที่จะมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีได้เมื่อศาลเห็นสมควร สำหรับกรณีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีผู้ที่ถูกบังคับคดีให้ออกไปจากที่ดินที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่เป็นจำนวนมากรวมทั้งผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 96 และผู้ร้องที่ 99 ถึงที่ 104 ซึ่งคัดค้านว่า ผู้ร้องทุกรายไม่ใช่บริวารของจำเลยหากแต่เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านที่โจทก์กับจำเลยได้ร่วมกันจัดสรรขึ้น เมื่อถึงเวลาที่จะต้องโอนที่ดินและบ้านให้แก่ผู้ร้องแต่ละคน โจทก์กับจำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมโอนที่ดินและบ้านให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องทั้งหมดแจ้งว่าจะฟ้องเพราะเป็นการผิดสัญญา โจทก์และจำเลยจึงได้ร่วมกันฉ้อฉลผู้ร้องกับลูกค้าที่ทำสัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินกับจำเลย โดยโจทก์ทั้งสามแกล้งฟ้องจำเลยต่อศาลเป็นคดีนี้ แล้วได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อฉ้อโกงผู้ร้อง ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 96 และผู้ร้องที่ 99 ถึงที่ 104 แล้ว การที่จะให้บังคับคดีโดยให้ผู้ร้องทุกรายออกไปจากที่ดินที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งหมดได้ แม้โจทก์จะมีสิทธิบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาก็ตาม แต่การที่จะงดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) ก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร ทั้งกรณีของผู้ร้องทุกรายถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองให้งดการบังคับคดีแก่ผู้ร้องทุกราย เพื่อรอฟังผลของคดีใหม่นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3896/2546 บริษัท ดาวทองนิเวศน์ จำกัด กับพวก โจทก์ นาย กิตติศิลป์ ฉันทวัฒน์ กับพวก ผู้ร้อง นาย สุเทพ ปิ่นเจริญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ดาวทองนิเวศน์ จำกัด กับพวก · ผู้ร้อง - นาย กิตติศิลป์ ฉันทวัฒน์ กับพวก · จำเลย - นาย สุเทพ ปิ่นเจริญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีวัฒน์ แดงทองดี · พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 171/2513ฎีกา 324/2503ฎีกา 10839/2558ฎีกา 2280/2559ฎีกา 4794/2534ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1088/2533ฎีกา 39/2524ฎีกา 651/2518ฎีกา 68/2529ฎีกา 1634/2532ฎีกา 2747/2534ฎีกา 1533/2525ฎีกา 6360/2534ฎีกา 4143/2535ฎีกา 2207/2533ฎีกา 4309/2534ฎีกา 950/2515ฎีกา 6524/2539ฎีกา 717/2540ฎีกา 1341/2546ฎีกา 510/2533ฎีกา 5524/2536ฎีกา 135/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ