⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5273/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจะอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานได้นั้น ต้องปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และการกระทำนั้นจะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไป.

ย่อคำพิพากษา

คำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 254 , 255 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 ซึ่งเจตนารมณ์ในการอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต้องเป็นกรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพักงานโจทก์ก่อนโจทก์ยื่นฟ้อง และมีคำขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาประมาณ 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปอีกแต่อย่างใด เหตุที่อ้างว่าคำสั่งพักงานทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งพักงานเกือบ 7 เดือน ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะได้รับพิจารณาแต่งตั้งเพราะโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถึง 5 เรื่อง ประกอบกับคำขอคุ้มครองชั่วคราวตรงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีที่จะต้องวินิจฉัยก่อน การยื่นคำขอก็ล่วงเลยเวลาอันควร หากนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เช่นกัน จึงยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 มาใช้ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.254 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.255 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.58

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพักงานของจำเลยที่ ๑ เพิกถอนมติในการประชุมครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๔ ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินเดือนค่าจ้างค้างจ่ายรวม ๘๕๘,๖๒๕.๘๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันสั่งพักงาน กับให้ชำระเงินและสวัสดิการต่าง ๆ ที่โจทก์พึงได้ตามปกตินับแต่วันสั่งพักงานและให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันสั่งพักงานจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินอ้างว่า คำสั่งพักงานของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งว่างลงเพราะจำเลยที่ ๒ ลาออกตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ศาลแรงงานกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ จึงให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ พ. ๑๒๗/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เพิกถอนมติในการประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เป็นการชั่วคราว ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินเดือนค่าจ้าง สิทธิประโยชน์อันโจทก์พึงได้รับตามปกติให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ตลอดเวลาที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ คำสั่งนี้ให้มีผลทันทีนับแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๕ โดยให้โจทก์วางเงินหรือหลักทรัพย์เป็นประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนออกหมาย จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและยื่นคำร้องในกรณีฉุกเฉิน ศาลแรงงานกลางไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า มีเหตุสมควรเพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ , ๒๕๕ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ , ๕๘ โดยมาตรา ๒๕๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งวางหลักเกณฑ์เพื่อจัดให้มีวิธีการคุ้มครองตาม (๒) ว่า ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อน เสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย และตามมาตรา ๒๕๕ ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ โดยคำขอตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า (ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง (ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปหรือไม่เนื่องจากการกระทำของจำเลย (ค) ? (ง) มีเหตุตาม (๑)? (ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ในการอนุญาตให้ใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต้องเป็นกรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งพักงานโจทก์มาตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๕ และมีคำขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาประมาณ ๖ เดือน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำการอันเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปอันจะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปอีกแต่อย่างใด ทั้งเหตุที่โจทก์อ้างว่าคำสั่งให้โจทก์พักงาน ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจะว่างลงในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้โจทก์พักงานนานเกือบ ๗ เดือน แม้จะไม่มีการยื่นฟ้องและขอคุ้มครองชั่วคราวคดีนี้ก็ยังไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้ง เนื่องจากโจทก์อยู่ในระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถึง ๕ เรื่อง โดย ๒ เรื่องเกิดเหตุมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะพึงอนุญาตตามคำขอของโจทก์ ประกอบกับคำขอใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ ตรงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีที่จะต้องวินิจฉัยก่อนทุกประการและการยื่นคำขอล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ เช่นกัน กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ , ๕๘ มาใช้ในคดีนี้ อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งของศาลแรงงานกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลแรงงานกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2546 นายศักดา ณรงค์ โจทก์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายศักดา ณรงค์ · จำเลย - ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรพินท์ เศรษฐมานิต · พันธาวุธ ปาณิกบุตร · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายเขมภณ กิรัตน์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2893/2540ฎีกา 4703/2550ฎีกา 3116/2529ฎีกา 1145/2494ฎีกา 2894/2532ฎีกา 9028/2542ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 10217/2551ฎีกา 2522/2531ฎีกา 4838/2548ฎีกา 3801/2536ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 5111/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2093/2532ฎีกา 1081/2549ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1371/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา