⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5296/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5296/2546

ป.พ.พ. ม.224, 856, 859

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การคิดดอกเบี้ยเงินส่วนที่เกินบัญชีจากลูกค้าที่ใช้บัญชีกระแสรายวัน สามารถทำได้ตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในคำขอเปิดบัญชี โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และตามประกาศของธนาคารผู้นั้นเอง.

ย่อคำพิพากษา

คำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมีข้อตกลงว่า เป็นการเปิดบัญชีกระแสรายวันเพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด ถ้าเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายตามเช็ค ตามปกติโจทก์จะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าโจทก์ยอมผ่อนผันจ่ายไป จำเลยยอมรับผูกพันตนที่จ่ายเงินส่วนที่เกินคืนโจทก์เสมือนหนึ่งได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์ การคิดดอกเบี้ยเงินส่วนที่เกินบัญชีดังกล่าวมีข้อตกลงว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เรียกเก็บได้ ซึ่งขณะทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราตามประกาศของธนาคาร โจทก์ได้ออกประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ประเภทต่าง ๆ และออกประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง โดยในกรณีของจำเลย เมื่อพิจารณาจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลย บันทึกการคิดอัตราดอกเบี้ย และประกาศของโจทก์แล้วเห็นได้ว่า โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราเดียวกับลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีเกินวงเงินและลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีโดยไม่มีวงเงิน ซึ่งโจทก์จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับลูกค้าทั่วไปที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราดังกล่าวโดยอาศัยข้อตกลงในการขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์จึงทำได้โดยชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.859

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.859 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๒,๒๔๒.๘๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๔๕,๗๑๕.๘๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ ภายใต้บังคับบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ตามพระราชบัญญัติกำหนดบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราตามฟ้องได้หรือไม่ คำขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ข้อ ๑๖ มีข้อตกลงเป็นสาระสำคัญว่า เป็นการเปิดบัญชีกระแสรายวันเพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด ถ้าเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายตามเช็ค ตามปกติโจทก์จะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าโจทก์ผ่อนผันจ่ายไป จำเลยย่อมเป็นอันยอมรับผูกพันตนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เกินคืนโจทก์ เสมือนหนึ่งได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์ การคิดดอกเบี้ยเงินส่วนที่เกินบัญชีดังกล่าวมีข้อตกลงกำหนดไว้ในข้อ ๑๖ ด้วยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เรียกเก็บได้ ซึ่งขณะทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราตามประกาศของธนาคาร โจทก์ได้ออกประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ประเภทต่าง ๆ และได้ออกประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งภายใต้ข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในกรณีของจำเลยเมื่อพิจารณาจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลย บันทึกการคิดอัตราดอกเบี้ยและประกาศของโจทก์แล้ว เห็นได้ว่า โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราเดียวกับลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีเกินวงเงินและลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีโดยไม่มีวงเงิน ซึ่งโจทก์จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับลูกค้าทั่วไปที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราดังกล่าวโดยอาศัยข้อตกลงในการขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์จึงทำได้โดยชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๒,๒๔๒.๘๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๔๕,๗๑๕.๘๗ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5296/2546 ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทผู้บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายวรวิทย์ หิรัญจารุวงศ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความ(มหาชน) - ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด · โจทก์ - โดยบริษัทผู้บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน · จำเลย - นายวรวิทย์ หิรัญจารุวงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สายันต์ สุรสมภพ · สมศักดิ์ เนตรมัย · เรวัตร อิศราภรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นางสาวชลีรินย์ เภาพัฒนา · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5689/2561ฎีกา 4872/2528ฎีกา 3421/2525ฎีกา 5348/2545ฎีกา 764/2516ฎีกา 1555/2527ฎีกา 621/2543ฎีกา 2476/2537ฎีกา 1919/2529ฎีกา 5655-5751/2543ฎีกา 5408/2537ฎีกา 6249/2537ฎีกา 5553-5952/2564ฎีกา 3026/2565ฎีกา 4028/2564ฎีกา 7016/2558ฎีกา 1180/2540ฎีกา 2055/2554ฎีกา 5315/2537ฎีกา 4785/2540ฎีกา 3757/2543ฎีกา 3942/2545ฎีกา 2300/2533ฎีกา 308-309/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา