⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6428/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพื่อเลี่ยงเงื่อนไขของกฎหมายในการขอออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ทำให้ผู้กระทำการนั้นไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิที่ตนอ้าง.

ย่อคำพิพากษา

ทางราชการได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งตำบล โดยกำหนดให้ผู้ครอบครองที่ดินขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ ไม่เกินคนละ 50 ไร่ โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อโจทก์ ภริยาโจทก์ และบุตรโจทก์ที่บรรลุนิติภาวะอีก 6 คน แล้ว ยังเหลือที่ดินที่พิพาทอีกประมาณ 100 ไร่ ซึ่งโจทก์ไม่อาจขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อโจทก์ได้ โจทก์จึงสมคบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แทนโจทก์ โดยตกลงจะโอนคืนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ในภายหลัง ดังนี้ เป็นการเลี่ยงเงื่อนไขของกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิในที่ดิน อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนชื่อตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.58 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๐๖๒ และเลขที่ ๓๐๖๔ ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นของโจทก์ และเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงคืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากโจทก์ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ต่อมาจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินทั้งสองแปลงและขายที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ ๓ โดยสุจริต มีค่าตอบแทนและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๓ ให้การว่า เมื่อประมาณปี ๒๕๑๗ โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท จึงขายที่ดินทั้งสองแปลงและส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต่อมจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ จำเลยที่ ๓ ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโดยสุจริต และเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมตลอดมา ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นางวรรณ จันทร์สาร ทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๐๖๒ และเลขที่ ๓๐๖๔ ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นของโจทก์ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ และให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๐๖๒ และเลขที่ ๓๐๖๔ ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เสียมาเกินเป็นเงิน ๒๐๐ บาท แก่โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินหมู่ที่ ๑๙ ตำบลบ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ประมาณ ๗๐๐ ไร่ เป็นเวลาประมาณ ๒๑ ปีแล้ว ต่อมาเมื่อประมาณปี ๒๕๒๑ ทางราชการได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งเป็นการเดินสำรวจออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งตำบล โดยกำหนดให้ผู้ครอบครองที่ดินขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ไม่เกินคนละ ๕๐ ไร่ โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อโจทก์ ภริยาโจทก์ และบุตรโจทก์ที่บรรลุนิติภาวะอีก ๖ คน แล้ว ยังเหลือที่ดินอีกประมาณ ๑๐๐ ไร่ โจทก์จึงให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าวในชื่อจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละแปลง คือที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยตกลงว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะโอนคืนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ในภายหลัง ดังนี้ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นที่ดินส่วนที่โจทก์ไม่อาจขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใส่ชื่อโจทก์ได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์สมคบกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขอให้ทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แทนโจทก์ จึงเป็นการหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธิในที่ดิน อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โอนชื่อตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6428/2546 นายสวัสดิ์ เทศสร โดยนางวรรณ จันทร์สาร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายหลุ่ม มากเมือง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสวัสดิ์ เทศสร โดยนางวรรณ จันทร์สาร ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน · จำเลย - นายหลุ่ม มากเมือง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โนรี จันทร์ทร · พินิจ เพชรรุ่ง · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 2970/2522ฎีกา 1218/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา