คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6843/2546
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทรัพย์สินถูกเวนคืนตามกฎหมาย ถือเป็นการโอนให้แก่ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากมีข้อตกลงให้สินน้ำใจเมื่อมีการโอนทรัพย์สินนั้น ผู้มีหน้าที่ชำระสินน้ำใจต้องปฏิบัติตามสัญญา หากไม่ชำระ ผู้มีสิทธิได้รับสินน้ำใจย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดีตามสัญญาได้
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมว่า หากโจทก์ขายหรือโอนที่ดินพิพาทของโจทก์ให้ผู้อื่น โจทก์จะให้สินน้ำใจแก่จำเลย 1,700,000 บาท และจะแจ้งการขายหรือโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยทราบ ดังนั้นเมื่อที่ดินพิพาทถูกเวนคืนแม้จะเป็นไปโดยผลของกฎหมาย แต่โจทก์ก็ได้รับค่าทดแทนจากทางราชการ จึงถือว่าเป็นการโอนให้ผู้อื่นตามสัญญายอมดังกล่าว ซึ่งโจทก์ต้องชำระสินน้ำใจ 1,700,000 บาท แก่จำเลย เมื่อโจทก์ไม่ชำระ จึงเป็นการผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองตกลงจะรื้อกำแพงคอนกรีตและขจัดสิ่งกีดขวางออกจากปลายสะพานข้ามคลองลาดกระบังตามฟ้องภายใน ๗ วัน นับแต่วันทำสัญญายอม หากจำเลยทั้งสองผิดนัดยอมให้บังคับคดีตามฟ้องข้อ ๒ หากโจทก์ขายหรือโอนที่ดินพิพาทให้ผู้อื่น โจทก์จะให้สินน้ำใจแก่จำเลยทั้งสองจำนวน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท โดยโจทก์จะแจ้งการขายหรือโอนที่ดินให้จำเลยทั้งสองทราบ ข้อ ๓ โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงดังกล่าวโดยไม่ติดใจเรียกร้องใด ๆ อีก
ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำขอว่า ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนให้กรมทางหลวงและโจทก์ได้รับค่าทดแทนแล้ว แต่ไม่นำเงินมาชำระให้จำเลยทั้งสอง ถือว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับให้โจทก์ชำระหนี้จำนวน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยทั้งสอง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนแม้เป็นโดยผลของกฎหมาย แต่ก็ถือได้ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวถูกโอนเปลี่ยนมือจากโจทก์เป็นของทางราชการและการที่โจทก์ได้ค่าทดแทนจากทางราชการ ถือว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้ประโยชน์จากการโอนดังกล่าว จึงเป็นการโอนให้ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงินจำนวน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำขอให้บังคับคดีของจำเลยทั้งสอง
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกา พิเคราะห์ว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า กรณีที่ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเป็นการขายหรือโอนให้ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายของคำว่า โอน หมายถึง ยอมมอบให้ ซึ่งย่อมหมายความรวมถึงการที่ต้องยอมมอบให้เนื่องจากการเวนคืนอันเป็นผลของกฎหมายด้วย เมื่อที่ดินของโจทก์ถูกโอนเปลี่ยนมือจากโจทก์เป็นของทางราชการ ทั้งโจทก์ก็ได้รับค่าทดแทนจากทางราชการ จึงเป็นการโอนให้ผู้อื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ไม่ชำระเงินจำนวน ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสองมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้
พิพากษากลับ ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6843/2546
นางสาวอำนวย อำพันธ์ โจทก์
ห้างหุ้นส่วน จำกัด จุลมาศ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางสาวอำนวย อำพันธ์ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วน จำกัด จุลมาศ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมชัย เกษชุมพล · จำรูญ แสนภักดี · สุมิตร สุภาดุลย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายกิตติศักดิ์ สนธิเณร · ศาลอุทธรณ์ - นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา