⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7146/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7146/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ป้องกันพอสมควรแก่เหตุนั้น แม้ภยันตรายจะเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่หากภยันตรายนั้นยังคงมีอยู่และใกล้จะถึง การป้องกันตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายนั้นย่อมเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ผู้ตายทำร้ายจำเลยที่ 2 ก่อน จำเลยที่ 1 เข้าช่วยจำเลยที่ 2 โดยผลักผู้ตายล้มลงแต่ผู้ตายลุกขึ้นมาเตะจำเลยที่ 1 ล้มลง ถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายยังคงมีอยู่ การที่จำเลยที่ 2 จับล็อกมือทั้งสองข้างของผู้ตายไว้ จึงเป็นการป้องกันตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันใกล้จะถึง จำเลยที่ 1 ใช้ขวดแตกที่จำเลยที่ 1 หยิบฉวยได้ใกล้มือแทงผู้ตายเพียง 1 ครั้ง โดยไม่มีโอกาสเลือก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.68

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ขวดสุรา 1 ใบ ตีกับพื้นจนแตกเป็นปากฉลามเป็นอาวุธแทงประทุษร้ายร่างกายนายงวนหรือหงาน เสกแสง 1 ครั้ง โดยมีเจตนาฆ่า ถูกที่บริเวณลำคอด้านหน้าและด้านซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายอย่างแรง เป็นแผลทะลุเส้นเลือดดำใหญ่เป็นเหตุให้เลือดออกมากและนายงวนหรือหงานถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288 ริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี ริบของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งว่าเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2542 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยทั้งสองดื่มสุราอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา นายสง่ากับผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านของจำเลยที่ 2 และร่วมดื่มสุรากับจำเลยทั้งสอง จนเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา ผู้ตายกับจำเลยที่ 2 โต้เถียงกันเรื่องกุญแจรถจักรยานยนต์ ผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ต่อสู้ทำร้ายกันจำเลยที่ 1 เข้าช่วยจำเลยที่ 2 และใช้ขวดแทงผู้ตายที่บริเวณลำคอ 1 ครั้ง เป็นบาดแผลตามรายงานการตรวจของแพทย์เอกสารหมาย จ.1 และภาพถ่ายหมาย จ.11 ต่อมาวันที่20 เมษายน 2542 ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายหรือไม่ โจทก์มีนายสง่า เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พูดขอกุญแจรถจักรยานยนต์จากผู้ตายเพื่อไปซื้อสุราและกับแกล้ม ผู้ตายบอกว่ากุญแจรถจักรยานยนต์หาย จำเลยที่ 2 ไม่เชื่อจึงเกิดโต้เถียงชกต่อยกันสักครู่จึงหยุด ต่อมาจำเลยที่ 2 พูดขอกุญแจรถจักรยานยนต์จากผู้ตายอีก ผู้ตายปฏิเสธเช่นเดิม จำเลยที่ 2กับผู้ตายจึงชกต่อยกันอีก แต่นายสง่าเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า เมื่อสุราหมด นายสง่าเป็นผู้ออกไปซื้อสุรา จนเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา นายสง่ากับผู้ตายจะไปงานศพนายเบี้ยว แต่หากุญแจรถจักรยานยนต์ไม่พบ ผู้ตายถามจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองบอกไม่เห็น แต่ผู้ตายไม่เชื่อ จำเลยที่ 2 ถอดเสื้อและกางเกงให้ผู้ตายตรวจดู เห็นว่า นายสง่าเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองตรงกับทางนำสืบและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 เชื่อว่าเหตุทำร้ายกันเกิดเพราะผู้ตายหากุญแจรถจักรยานยนต์ไม่พบ โดยผู้ตายเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เอาไปนอกจากนี้หากจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายถามหากุญแจรถจักรยานยนต์จำเลยที่ 2 คงไม่ต้องเป็นฝ่ายถอดเสื้อและกางเกงให้ผู้ตายตรวจดูนายสง่ากับผู้ตายจะไปงานศพ แต่หากุญแจรถจักรยานยนต์ไม่พบผู้ตายจึงโกรธและเป็นฝ่ายทำร้ายจำเลยที่ 2 ก่อน นายสง่าเบิกความว่าผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ต่อสู้กัน และตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่า ผู้ตายล็อกคอและตีเข่าถูกจำเลยที่ 2 หลายครั้ง จนจำเลยที่ 2 ทรุดลงกับพื้น จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ถูกประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2เรียกจำเลยที่ 1 ให้ช่วย จำเลยที่ 1 ผลักผู้ตายล้มลง ผู้ตายลุกขึ้นมาและเตะจำเลยที่ 1 จนล้มลง การที่จำเลยที่ 2 เข้ามาจับมือทั้งสองข้างของผู้ตายล็อกไว้ข้างหลังก็เพื่อให้ตนเองและจำเลยที่ 1 พ้นจากภยันตรายอันเกิดจากผู้ตาย หลังจากจำเลยที่ 1 ใช้ขวดแทงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 2 กับนายสง่ายังคงนั่งดื่มสุราอยู่ที่เดิม แสดงว่าจำเลยที่ 2 และนายสง่าไม่ทราบว่าผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ใช้ขวดแตกแทง ขวดที่จำเลยที่ 1 ใช้แทงเป็นขวดสุราที่ตกอยู่ตรงที่เกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 20.30 นาฬิกา มีแสงไฟเพียงสลัว ๆประกอบกับเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีอาการเมาสุราเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่เห็นว่าที่มือของจำเลยที่ 1 มีขวดแตก จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ขวดแตกแทงผู้ตาย ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 2 เพียงจับล็อกมือทั้งสองข้างของผู้ตายไว้ จึงเป็นการป้องกันตนหรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายอันใกล้จะถึงและพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยที่ 1 เข้าช่วยจำเลยที่ 2 โดยผลักผู้ตายล้มลง แต่ผู้ตายลุกขึ้นมาเตะจนจำเลยที่ 1 ล้มลง ถือว่าภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายยังคงมีอยู่ อาวุธที่จำเลยที่ 1 ใช้แทงผู้ตายเป็นขวดแตกที่จำเลยที่ 1 หยิบฉวยได้ใกล้มือ จำเลยที่ 1 แทงผู้ตายเพียง 1 ครั้ง โดยไม่มีโอกาสเลือกการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7146/2546 พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ โจทก์ นาย พิกุล แก้วดี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ · จำเลย - นาย พิกุล แก้วดี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธาดา กษิตินนท์ · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3045/2526ฎีกา 2669/2538ฎีกา 1073/2510ฎีกา 625/2518ฎีกา 729/2508ฎีกา 2284/2514ฎีกา 2143/2514ฎีกา 226/2529ฎีกา 5252/2537ฎีกา 4180/2539ฎีกา 3869/2546ฎีกา 415/2509ฎีกา 175/2514ฎีกา 9308/2546ฎีกา 2470/2515ฎีกา 602/2529ฎีกา 2423/2533ฎีกา 1309/2513ฎีกา 1893/2533ฎีกา 1944/2514ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2494/2520ฎีกา 410/2546ฎีกา 1643/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา