⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1851/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1851/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน โดยกฎหมายยาเสพติดให้โทษฯ บัญญัติลงโทษทั้งสองกรณีแยกต่างหากจากกัน

ย่อคำพิพากษา

การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีลักษณะของการกระทำต่างกัน เป็นการกระทำต่างขั้นตอนกันสามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ ทั้งนี้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 4 ไม่ได้นิยามความหมายของคำว่า จำหน่ายให้มีความหมายรวมถึงการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังเช่นที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ มาตรา 4 ซึ่งแสดงว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มุ่งประสงค์จะลงโทษการมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษทั้งสองกรณี ดังนั้น เมื่อจำเลยกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยก็มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกระทงหนึ่งแล้ว ครั้นจำเลยกับพวกจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ดให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มรตรา 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 847/2544 ของศาลชั้นต้น และริบของกลางทั้งหมดยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้คืนเจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 847/2544 ของศาลชั้นต้น ริบของกลางยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อคืนแก่เจ้าของ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ไม่ริบเมทแอมเฟตามีนและเงิน 26,200 บาท ของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปีหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โจทก์จำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โดยแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกระทงละ 5 ปี ริบของกลางยกเว้นธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ไม่ริบเมทแอมเฟตามีนและเงิน 26,200 บาท ของกลาง จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาเป็นทำนองว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่เข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยานหลักฐานไม่พอฟังลงโทษจำเลยและขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นฎีกาที่โต้แย้งคัดค้านการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษจำเลยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยจึงต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยดังกล่าวไว้จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยคงฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย และในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันเกิดเหตุ นายมนตรีและจำเลยได้ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ดให้แก่สายลับ หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจได้รับและตรวจสอบเมทแอมเฟตามีนที่ได้รับจากสายลับดังกล่าวแล้ว ได้เข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทันทีพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ดที่กระเป๋ากางเกงด้านขวาที่นายมนตรีสวมใส่อยู่และเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ดบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกแบบรูดปิดเปิดภายในห้องนอนของจำเลย จึงจับกุมนายมนตรี ส่วนจำเลยหลบหนีไปได้ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนายมนตรีให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ต่อมาเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยให้การปฏิเสธ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีลักษณะของการกระทำต่างกัน เป็นการกระทำต่างขั้นตอนกันสามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ ทั้งนี้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 ไม่ได้นิยามความหมายของคำว่า จำหน่ายให้มีความหมายรวมถึงการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังเช่นที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4 ซึ่งแสดงว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มุ่งประสงค์จะลงโทษการมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษทั้งสองกรณี ดังนั้น เมื่อจำเลยกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยก็มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกระทงหนึ่งแล้ว ครั้นจำเลยกับพวกจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ดให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ จำเลยก็มีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยมิได้เป็นความผิดกรรมเดียวดังจำเลยฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยสองกรรมชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยและคดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ปรากฏว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เพียงใด จึงไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคสอง ได้ จึงต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีโทษเบากว่านั้น เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย สำหรับคดีนี้จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.45 กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษในความผิดทั้งสองฐานเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมลงโทษจำคุกจำเลย 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1851/2547 พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์ นางประไพ พิมพ์ภา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก · จำเลย - นางประไพ พิมพ์ภา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ · สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 172/2526ฎีกา 7592/2554ฎีกา 3330/2531ฎีกา 1159/2542ฎีกา 12/2543ฎีกา 9264/2557ฎีกา 415/2544ฎีกา 833/2524ฎีกา 244/2535ฎีกา 1131/2549ฎีกา 7075/2544ฎีกา 1930/2531ฎีกา 2901/2547ฎีกา 2429/2567ฎีกา 272/2565ฎีกา 7511/2547ฎีกา 445/2536ฎีกา 4009-4010/2549ฎีกา 840/2550ฎีกา 108/2546ฎีกา 2831/2528ฎีกา 3773/2525ฎีกา 1788/2531ฎีกา 779/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ