⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2927/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2927/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจะซื้อจะขายที่ได้มีการวางมัดจำไว้แล้ว แม้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็สามารถฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ และผู้ที่มอบอำนาจให้ตัวแทนทำสัญญาดังกล่าวก็มีอำนาจฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การรับว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์จริง แต่อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยทั้งสองและไม่มีอำนาจฟ้อง แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ก็ตาม แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองรับว่าได้วางมัดจำไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 100,000 บาท ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ระบุว่าสัญญาจะซื้อจะขายหากมีการวางมัดจำไว้แล้ว แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ ดังนั้น การตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจของโจทก์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ที่ได้วางมัดจำไว้แล้วแม้โจทก์จะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัท ส. ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 798

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.798

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2531 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 2 คูหา ในโครงการ ส. แลนด์แอนด์เฮาส์ พัทยาใต้ หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ของโจทก์กับบริษัทสมจิตรแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้เป็นผู้ทำสัญญากับจำเลยทั้งสองแทนโจทก์ในราคา 3,000,000 บาท วันทำสัญญาจำเลยทั้งสองชำระเงินมัดจำจำนวน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็น 5 งวด งวดที่ 5 จำเลยทั้งสองต้องชำระให้โจทก์จำนวน 2,000,000 บาท โจทก์จะทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองผิดนัดถือว่าสัญญาเลิกกัน จำเลยทั้งสองยินยอมให้โจทก์ยอมริบเงินที่ชำระแล้ว โจทก์มีสิทธินำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายกับบุคคลอื่นได้ หลังจากที่จำเลยทั้งสองทำสัญญากับโจทก์แล้ว โจทก์ทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์แล้วเสร็จ โจทก์ทำการแบ่งแยกที่ดินแปลง เอ.16 และ เอ.17 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 32060 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี และปลูกสร้างอาคารบนที่ดินเป็นบ้านเลขที่ 273/89 และ 273/90 จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินงวดที่ 5 จำนวน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขอเข้าไปตกแต่งอาคารพาณิชย์ 2 ห้องก่อน เมื่อจำเลยทั้งสองตกแต่งแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินงวดที่ 5 ให้โจทก์อีก โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาริบเงินที่จำเลยทั้งสองชำระให้แก่โจทก์ และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากอาคารพิพาท แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์สามารถนำอาคารพิพาท 2 คูหาออกให้เช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท นับแต่เดือนตุลาคม 2532 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 115 เดือน คิดเป็นเงิน 1,725,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 273/89 และ 273/90 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,750,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชำระเงินเดือนละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้บริษัทสมจิตรแลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารของโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามสัญญาจะซื้อเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับว่าได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์จริง แต่อ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยทั้งสองและไม่มีอำนาจฟ้อง แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ก็ตาม แต่กรณีของโจทก์เป็นเรื่องการมอบอำนาจให้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ระบุว่า กิจการใดที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย กิจการใดบังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือการตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองรับว่าได้วางมัดจำไว้ตามสัญญาจะซื้อจะขายจำนวน 100,000 บาท ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ระบุว่าสัญญาจะซื้อจะขายหากมีการวางมัดจำไว้แล้ว แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ ดังนั้น การตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจของโจทก์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ที่ได้วางมัดจำไว้แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัทสมจิตรแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัดทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2927/2547 นางสุนีย์ อินฉัตร โจทก์ นายถาวร พิชะยะ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุนีย์ อินฉัตร · จำเลย - นายถาวร พิชะยะ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · สุรพล เจียมจูไร · พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3375/2532ฎีกา 1721/2528ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1452/2511ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 6/2475ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 158/2509ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1657/2503ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ