คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2547
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดกรรมหนึ่ง และการพาอาวุธปืนนั้นไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง
ย่อคำพิพากษา
การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดมาตั้งแต่เริ่มครอบครองเป็นกรรมหนึ่ง และเมื่อพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในหมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยผิดกฎหมายก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ , ๖ , ๑๖ , ๑๙ , ๒๒ , ๔๗ , ๕๑ , ๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ , ๓๗๑
จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ วรรคหนึ่ง , ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีอาวุธปืน จำคุก ๑ ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐
จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า?
จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อกฎหมายของจำเลยที่ ๑
ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ ๑ ครอบครองอาวุธปืนติดตัวเข้าไปในหมู่บ้านตามฟ้องเป็นหมู่บ้านเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนา ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยผิดกฎหมายจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตั้งแต่เริ่มครอบครองจึงเป็นความผิดกรรมหนึ่ง และเมื่อได้พาอาวุธปืนติดตัวเข้าไปในหมู่บ้าน แม้จะเป็นหมู่บ้านเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าวเป็นความผิดสองกรรมนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2547
พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก โจทก์
นายอี๋ บัวบาน กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก · จำเลย - นายอี๋ บัวบาน กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายเสรี จารุอรอุไร · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา