⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7507/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7507/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ขอยึดทรัพย์สินซึ่งเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ ต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อไม่มีการขายทรัพย์สิน แม้จะกระทำการโดยสุจริตก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตาม น.ส.3 ก. โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 เนื่องจาก น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกทับที่ดินของบุคคลอื่น และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาส่วนนี้จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. ทั้งไม่มีบทบัญญัติยกเว้นความรับผิดชำระค่าธรรมเนียมในกรณีที่ผู้ขอยึดทำการโดยสุจริต ซึ่งความรับผิดในค่าธรรมเนียมนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระมัดระวังในการรับจำนองที่ดินและนำยึดที่ดินว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งไปตามคำขอของโจทก์ ดังนั้น จึงสมควรให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.149 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องไปในราคา 8,290,000 บาท ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวได้ออกทับตราจองเลขที่ 2058 ถึง 2078 และโฉนดที่ดินเลขที่ 1803 ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของบุคคลอื่นมิใช่ของจำเลยที่ 3 มาขายทอดตลาด การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคืนเงินมัดจำแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และคืนเงินมัดจำจำนวน 414,500 บาท แก่ผู้ร้อง คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเป็นเงินจำนวน 289,247 บาท โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีและจำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3.5 ของจำนวนเงินที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของและจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องซื้อได้ในราคา 8,290,000 บาท ปรากฏว่า น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกทับที่ดินผู้อื่น ที่ดินที่ยึดและขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 จนศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุด ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาส่วนนี้จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ขอยึดโดยสุจริตนั้นไม่มีบทกฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ว่าไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว และที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 หากให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้วจะไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเสียค่าฤชาธรรมเนียมก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระมัดระวังในการรับจำนองที่ดินและนำยึดที่ดินว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งไปตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7507/2547 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายฉัตริน อัศวมหาวงศ์ ผู้ร้อง นายนิวัฒน์ ก่อเกียรติตระกูล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) · ผู้ร้อง - นายฉัตริน อัศวมหาวงศ์ · จำเลย - นายนิวัฒน์ ก่อเกียรติตระกูล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ · สุรพล เจียมจูไร · เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 652/2510ฎีกา 984/2482ฎีกา 5324/2537ฎีกา 7618/2552ฎีกา 3467/2525ฎีกา 1063/2545ฎีกา 1345/2532ฎีกา 6809/2541ฎีกา 2532/2538ฎีกา 802/2491ฎีกา 1913/2520ฎีกา 4024/2536ฎีกา 79/2501ฎีกา 795/2510ฎีกา 1781/2509ฎีกา 3651/2526ฎีกา 748/2551ฎีกา 1383/2506ฎีกา 3221/2534ฎีกา 951/2542ฎีกา 2482/2517ฎีกา 2303/2533ฎีกา 58/2491ฎีกา 5089/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ