⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 772/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) จะต้องแสดงเหตุให้ชัดแจ้งว่าตนอาจฟ้องหรือถูกบุคคลภายนอกนั้นฟ้องได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนหากศาลพิจารณาให้ตนแพ้คดี

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องให้จำเลยโอนอาคารพาณิชย์พร้อมสิทธิการเช่าให้แก่โจทก์ตามสัญญา และยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ตามคำร้องระบุเพียงว่าจำเลยให้การว่าวัดเจ้าของที่ดินมอบสิทธิการเช่าที่ดินและการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยร่วม กรณีไม่สามารถทราบได้ชัดแจ้งว่าเจ้าของที่ดินมอบสิทธิให้แก่ผู้ใด จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ โดยไม่ได้แสดงเหตุว่าโจทก์อาจฟ้องหรือถูกจำเลยร่วมฟ้องได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนถ้าศาลพิจารณาให้จำเลยร่วมแพ้คดี เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์พร้อมโอนสิทธิการเช่าที่ดินของวัดให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยานโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกวัด ส. และ ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม อ้างว่ากรณีไม่สามารถทราบได้ชัดแจ้งว่า วัด ส. มอบสิทธิให้แก่ผู้ใด และเพื่อไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกวัด ส. และ ว. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ ๑ และจำเลยร่วมที่ ๒ ตามลำดับ ว. ยื่นคำแถลงคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงขอถอนคำร้องที่ขอให้เรียกวัด ส. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต มีคำสั่งจำหน่ายคดีวัด ส. ออกจากสารบบความ จำเลยร่วมที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันส่งมอบอาคารพาณิชย์ และโอนสิทธิการเช่าที่ดินของวัด ส. ให้โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยกับจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยร่วมที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยร่วมที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำร้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมไม่ได้เข้ามาในคดีด้วยความสมัครใจเอง แต่ถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของโจทก์ โดยศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์อาจฟ้องหรือถูกจำเลยร่วมฟ้องได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนอันเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) (ก) ซึ่งบัญญัติให้คู่ความผู้ขอต้องทำเป็นคำร้องแสดงเหตุว่าตนอาจฟ้องหรือถูกคู่ความเช่นว่านั้นฟ้องตนได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ถ้าหากศาลพิจารณาให้คู่ความเช่นว่านั้นแพ้คดี แต่ตามคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีกล่าวความว่า จำเลยให้การว่าวัด ส. มอบสิทธิการเช่าที่ดินและการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ให้แก่จำเลยร่วม กรณีไม่สามารถทราบได้ชัดแจ้งว่าวัด ส. มอบสิทธิให้แก่ผู้ใด จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเพื่อไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ โดยไม่ได้แสดงเหตุว่าโจทก์อาจฟ้องหรือถูกจำเลยร่วมฟ้องได้เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทนถ้าศาลพิจารณาให้จำเลยร่วมแพ้คดี ตามที่บัญญัติในบทกฎหมายดังกล่าว แม้นำคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยมาพิจารณาประกอบกับคำร้องของโจทก์ ก็ไม่ได้ความว่าโจทก์หรือจำเลยมีความสัมพันธ์กับจำเลยร่วมอย่างไร โจทก์อาจฟ้องหรือถูกจำเลยร่วมฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือใช้ค่าทดแทนได้อย่างไร ถ้าศาลพิจารณาให้จำเลยร่วมแพ้คดี เป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) (ก) ศาลชั้นต้นควรที่จะสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์เสียตั้งแต่ต้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยร่วมข้ออื่นต่อไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ ๒ เข้ามาในคดี และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยร่วม โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓๐,๐๐๐ บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2547 นายสมพงษ์ นิลุบล โจทก์ นายอัครพล ไทยพิพัฒน์ จำเลย วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร กับพวก จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมพงษ์ นิลุบล · จำเลย - นายอัครพล ไทยพิพัฒน์ · จำเลยร่วม - วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล · สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นางบุษยา รอดยินดี · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสามัคคี มณีรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10749/2553ฎีกา 4206/2531ฎีกา 1483/2544ฎีกา 1109/2493ฎีกา 1739/2500ฎีกา 4526/2536ฎีกา 1940/2546ฎีกา 652/2510ฎีกา 2617/2524ฎีกา 4431/2553ฎีกา 3797-3798/2540ฎีกา 3844/2535ฎีกา 5625/2541ฎีกา 988/2485ฎีกา 609/2526ฎีกา 2395/2538ฎีกา 8818/2551ฎีกา 943/2513ฎีกา 1723/2534ฎีกา 6741/2550ฎีกา 2240/2538ฎีกา 224/2524ฎีกา 2658/2544ฎีกา 832/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา