⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8645/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8645/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลจะพิพากษาหรือทำคำสั่งเกินกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

คดีมีประเด็นข้อพิพาท 4 ประเด็น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึงที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์เกี่ยวกับสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ประเด็นที่ 2 เพียงประเด็นเดียว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 ซึ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ 2 เพียงข้อเดียว โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี กับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองหรือไม่ 2. โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปี หรือไม่ 3. โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่ และ 4. จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยจากจำเลยแล้วเมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปีได้ โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้วและสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองจะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาด ฉะนั้น ถ้านำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เงินยังขาดอยู่เท่าใดจำเลยไม่ต้องรับผิด พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินตามสัญญากู้ยืม และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่กู้ยืมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 มีนาคม 2541) ต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากเงินได้สุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด คำพิพากษาดังกล่าวเป็นการตัดสินให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึงที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์ถึงทั้งสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงว่าขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ และการบอกกล่าวบังคับจำนองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีกต่อไป คงต้องการให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแต่เพียงข้อเดียว อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 ซึ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเพียงข้อเดียว โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8645/2547 นางแฉล้ม พุกดี โจทก์ นายอำนวย เผือกบางนา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางแฉล้ม พุกดี · จำเลย - นายอำนวย เผือกบางนา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปัญญา ถนอมรอด · วรนาถ ภูมิถาวร · ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1010/2539ฎีกา 1721/2528ฎีกา 5473/2548ฎีกา 4715/2542ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 4484/2536ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ