⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2233/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2233/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความตามกฎหมาย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ บุคคลที่เคยเป็นคู่ความในคดีก่อนย่อมไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

คดีก่อน ธนาคาร ก. เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย โดยมีจำเลยคดีนี้เป็นผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนแล้วว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นของจำเลยคดีนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และแม้จำเลยจะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกซึ่งอาจอ้างสิทธิตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 387, 391 และ 393 ตำบลเขาทราย หมู่ที่ 9 อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ด้วยนิติกรรมซื้อขายจากนายรังเจ้าของเดิม เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2534 โจทก์อนุญาตให้จำเลยพร้อมบริวารอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน จำเลยทราบแล้วแต่เพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 14,600 บาทต่อปี อนึ่ง ฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 804/2536 คดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 100 บาทต่อไร่ คิดเป็นเงิน 14,600 บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยหยุดการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ของศาลชั้นต้นไว้จนกว่าคดีนี้จะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นของจำเลยคดีนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ระหว่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด โจทก์ นายซิ้ม อ้วนลา ผู้ร้อง นางไพฑูรย์ มณีเรือง จำเลย เรื่องเบิกเงินเกินบัญชี บัญชีเดินสะพัดจำนอง (ชั้นร้องขอให้ปล่อยทรัพย์) เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ผลของคำพิพากษาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และแม้จำเลยจะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกซึ่งอาจอ้างสิทธิตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2233/2548 นางไพฑูรย์ หรือประภาวดี มณีเรือง โจทก์ หรือศรีรัตนาภิวัฒน์ นางซิ้ม อ้วนลา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางไพฑูรย์ หรือประภาวดี มณีเรือง · จำเลย - หรือศรีรัตนาภิวัฒน์นางซิ้ม อ้วนลา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โนรี จันทร์ทร · จิระ โชติพงศ์ · ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ