⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4256/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4256/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นายจ้างต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง แม้ผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วบางส่วน แต่หากยังไม่ครบถ้วนตามความเสียหาย ผู้รับประกันภัยก็ยังคงต้องร่วมรับผิดในส่วนที่ยังขาดอยู่ตามวงเงินที่รับประกันภัยไว้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็น 561,070 บาท อีกทั้งทรัพย์สินของบริษัท ฟ. ที่บรรทุกมากับรถยนต์บรรทุกของโจทก์เสียหายคิดเป็นเงิน 350,000 บาท จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัท ฟ. ไปแล้ว 350,000 บาท และบริษัท น. ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ได้ชำระค่าซ่อมให้โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาทแล้ว และถึงแม้ว่าจำเลยที่ 3 กับบริษัท น. จะมีข้อตกลงร่วมกันว่าหากมีเหตุเกิดขึ้นระหว่างรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 กับบริษัท น. เป็นผู้รับประกันภัย ต่างฝ่ายต่างจะรับผิดชอบซ่อมแซมและชดให้ค่าเสียหายแก่รถยนต์ที่ฝ่ายตนรับประกันภัยโดยไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งก็ตาม แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็มีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้นไม่มีผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากมูลละเมิดในส่วนของผู้เอาประกันภัย ดังนั้น การที่บริษัท น. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ยังไม่ครบถ้วน แม้จำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัท ฟ. ไปแล้ว แต่ในเมื่อยังไม่เต็มวงเงินยังเหลือวงเงินอีก 150,000 บาท ตามที่รับประกันภัยโจทก์ไว้ จำเลยที่ 3 ก็ต้องร่วมผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์อีก 150,000 บาท ตามวงเงินที่เหลือด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.877

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 740,467 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 689,070 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 386,070 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหาย 361,070 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในเงินดังกล่าวด้วยในวงเงิน 150,000 บาท พร้อมทั้งให้ใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ปี ในเงินจำนวนที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2539 จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70 - 3030 กาญจนบุรี ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกและรถบรรทุกพ่วงหมายเลขทะเบียน 80 - 7124 สุราษฎร์ธานี และ 80 - 7204 สุราษฎร์ธานี ตามลำดับ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 500,000 บาท ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ข้บรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกของโจทก์ ได้รับความเสียหาย เสียค่าซ่อมเป็นเงิน 520,070 บาท ค่าลากรถ 6,000 บาท และค่าขาดประโยชน์ 35,000 บาท รวมเป็นเงิน 561,070 บาท บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์บรรทุกของโจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท ส่วนทรัพย์สินของบริษัทฟิตติ้ง เซรามิค จำกัด ที่บรรทุกมากับรถยนต์บรรทุกของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 350,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ชดใช้ให้แก่บริษัทฟิตติ้ง เซรามิค จำกัด ไปแล้ว จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกและรถบรรทุกพ่วงของจำเลยที่ 2 ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทฟิตติ้ง เซรามิค จำกัด 350,000 บาท และบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากโจทก์ได้ชำระค่าซ่อมให้โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท แล้ว ซึ่งจำเลยที่ 3 กับบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาตกลงกันไม่เรียกร้องค่าเสียหายซึ่งกันและกัน ดังนั้น จำเลยที่ 3 ได้ชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยครบถ้วนเต็มวง 500,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้เงินส่วนของจำเลยที่ 3 ให้โจทก็อีก 150,000 บาท นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 จะมีข้อตกลงกับบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์ว่า หากมีเหตุเกิดขึ้นระหว่างรถยนต์ที่จำเลยที่ 3 กับบริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัย ต่างจะรับผิดชอบซ่อมแซมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รถยนต์ที่ฝ่ายตนรับประกันภัยโดยไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่งก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากมูลละเมิดในส่วนของผู้เอาประกันภัย ดังนั้น การที่บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัย 200,000 บาท แล้ว ยังไม่ครบถ้วนสำหรับค่าเสียหายของโจทก์ยังขาดอยู่อีก 361,070 บาท เมื่อจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทฟิตติ้ง เซรามิค จำกัด 350,000 บาท แล้วยังไม่เต็มวงเงิน 500,000 บาท ยังเหลือวงเงินอีก 150,000 บาท ตามที่จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกและรถบรรทุกพ่วงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์อีก 150,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4256/2548 นายเชียรชม แซ่ฉั่ง โจทก์ นายชุ่ม ปาลวงษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเชียรชม แซ่ฉั่ง · จำเลย - นายชุ่ม ปาลวงษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ · ปัญญา ถนอมรอด · สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ