⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5619/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5619/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นายทะเบียนจำแนกห้างหุ้นส่วนจำกัดออกจากสารบบทะเบียนเพราะมีเหตุเชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงาน ไม่ทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลไป โจทก์จึงยังมีอำนาจฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ซึ่งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดรับรองระบุว่า นายทะเบียนได้จำแนกห้างหุ้นส่วนนี้ออกจากสารบบทะเบียนเพราะมีมูลเหตุเชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้ว หาได้มีข้อความอันใดที่แสดงว่า ฐานะการเป็นนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดหรือหมดสภาพไปแล้วในเวลาที่โจทก์ยื่นคำฟ้องนั้นไม่ ทั้งข้อเท็จจริงที่นายทะเบียนได้จำแนกจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบทะเบียนเพราะมีมูลเหตุที่เชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานนั้น ก็มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นต้องสิ้นสภาพของการเป็นนิติบุคคลไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1055

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน จำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2526 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำสัญญาเป็นผู้จำหน่ายสินค้าของโจทก์ หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ซื้อรถจักรยานยนต์ไปจากโจทก์หลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ 26 มกราคม 2541 จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ค่าสินค้าแก่โจทก์และไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้จำเลยทั้งสองจึงได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์โดยรับว่าเป็นหนี้ค่าสินค้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำนวน 26,498,326 บาท กับดอกเบี้ยค้างชำระอีก 2,163,908 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 28,662,234 บาท จำเลยทั้งสองตกลงให้นำค่าส่งเสริมการขายที่จะได้รับจากโจทก์มาหักชำระหนี้กับได้นำที่ดินอีก 3 แปลง ตีใช้หนี้ดังกล่าว เมื่อชำระแล้วยังเหลือเป็นหนี้ค้างชำระอยู่อีก 16,253,084 บาท จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็ครวม 8 ฉบับ และมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราของจำเลยที่ 1 สลักหลังเช็คดังกล่าวทุกฉบับ ต่อมาเช็คฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2545 จำนวนเงิน 2,000,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายถึงกำหนดชำระ ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 2,253,972 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งให้รับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 เห็นว่า ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลได้ความว่านายทะเบียนลบชื่อออกไปเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ซึ่งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดรับรองที่โจทก์แนบมาท้ายคำแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดหมาย ปรากฏข้อความตรายางประทับไว้ระบุว่า นายทะเบียนได้จำแนกห้างหุ้นส่วนส่วนนี้ออกจากสารบบทะเบียน เพราะมีมูลเหตุเชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้วตามประกาศที่ (ห) 1/2546 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ข้อความดังกล่าวเป็นแต่เพียงการแจ้งให้ทราบว่านายทะเบียนได้จำแนกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบทะเบียน เพราะมีมูลเหตุเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานแล้วเท่านั้น หาได้มีข้อความอันใดที่แสดงว่า ฐานะการเป็นนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดหรือหมดสภาพไปแล้วในเวลาที่โจทก์ยื่นคำฟ้องนั้นไม่ ทั้งข้อเท็จจริงที่นายทะเบียนได้จำแนกห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบทะเบียนเพราะมีมูลเหตุที่เชื่อว่าไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบการงานนั้น ก็หาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นต้องสิ้นสุดสภาพของการเป็นนิติบุคคลไปแต่อย่างใดด้วยไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียในชั้นตรวจคำฟ้องจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5619/2548 บริษัทไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครปฐมการช่างยนต์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด นครปฐมการช่างยนต์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุภิญโญ ชยารักษ์ · สมศักดิ์ เนตรมัย · ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546ฎีกา 7577/2538ฎีกา 1112/2535ฎีกา 1035/2519ฎีกา 1173/2497ฎีกา 1083/2536ฎีกา 768/2518ฎีกา 2498/2550ฎีกา 2126/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา