⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6053/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6053/2548

ป.พ.พ. ม.306, 349 · ป.วิ.แพ่ง ม.55

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแปลงหนี้ใหม่ย่อมระงับหนี้เดิม และการบอกเลิกสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายก่อนการโอนสิทธิเรียกร้อง ย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องนั้นระงับไปด้วย

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยว่าจ้าง น. ให้เป็นตัวแทนเรียกค่าเสียหายจาก ก. โดยจำเลยทำเป็นสัญญากู้เงิน น. ไว้ เท่ากับว่ามีการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้จ้างทำของมาเป็นหนี้เงินกู้ หนี้จ้างทำของจึงระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญากู้เงินกับ น. ก่อน น. โอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ หนี้ตามสัญญากู้เงินจึงระงับ น. ไม่อาจโอนสิทธิเรียกร้องที่โจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่าระงับไปแล้วให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำสัญญากู้เงินดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างนายนิยมเป็นเงิน 10,000 บาท เป็นตัวแทนช่วยเหลือเรียกค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินไว้เป็นหลักฐานและสัญญาว่าจะชำระเงินแก่นายนิยมเมื่อจำเลยได้รับค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว ต่อมาจำเลยได้บอกเลิกสัญญาต่อนายนิยม สัญญาระหว่างนายนิยมกับจำเลยจึงเป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยจะต้องชำระเงินจำนวน 10,000 บาท แก่นายนิยมตามสัญญา ต่อมานายนิยมได้โอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ และโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทราบและให้จำเลยชำระหนี้จำนวน 10,000 บาท แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ความว่า การทำสัญญากู้เงินดังกล่าวสืบเนื่องจากจำเลยได้ว่าจ้างให้นายนิยมเป็นตัวแทนเรียกค่าเสียหายจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 10,000 บาท โดยให้จำเลยทำเป็นสัญญากู้เงินไว้ ดังนี้ เท่ากับว่ามีการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้จ้างทำของ หนี้จ้างทำของดังกล่าวจึงเป็นอันระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และเมื่อข้อเท็จจริงได้จากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยได้มีการบอกเลิกสัญญากู้เงินแล้ว จึงไม่มีหนี้ระหว่างนายนิยมกับจำเลยต่อไป นายนิยมย่อมไม่อาจโอนสิทธิเรียกร้องที่ระงับไปนั้นให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจนำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวซึ่งระบุว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2539 และโจทก์ยืนยันมาในคำฟ้องว่าสัญญากู้เงินดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วมาฟ้องบังคับจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาเป็นเงิน 400 บาท แทนจำเลย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6053/2548 นายสุนทร ตันเลิศ โจทก์ นางคำดี ไชยพล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุนทร ตันเลิศ · จำเลย - นางคำดี ไชยพล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)องอาจ โรจนสุพจน์ · ธาดา กษิตินนท์ · พีรพล พิชยวัฒน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงอุบลราชธานี - นายเทิดทูล ภาสะฐิติ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา