⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6540/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6540/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
จำเลยผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อตรวจดูทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้เป็นครั้งคราวในเวลาและระยะอันสมควร การนำทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปขายที่ต่างประเทศ ถือเป็นการเบียดบังทรัพย์สินของผู้ให้เช่าซื้อไปโดยเจตนาทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอก

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไป แม้จำเลยจะมีสิทธิใช้สอยและครอบครองรถจักรยานยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อ แต่รถจักรยานยนต์ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมประสงค์จะตรวจดู จำเลยจำต้องยอมให้ผู้เช่าซื้อตรวจดูทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้เป็นครั้งคราวในเวลาและระยะอันสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 555 การที่จำเลยไม่สามารถนำรถจักรยานยนต์มาให้โจทก์ร่วมตรวจดูได้ แม้จำเลยได้แสดงเจตนาที่จะชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ร่วม แต่จำเลยกับพวกนำรถไปขายที่ต่างประเทศแล้ว ถือได้ว่าจำเลยเบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่นโดยสุจริต เป็นความผิดฐานยักยอก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2543 เวลากลางวันจำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อคาวาซากิ จำนวน 1 คัน ราคา 70,600 บาท ไปจากบริษัทกาญจนบุรี เอส ไอ ที ลิสซิ่ง จำกัด ผู้เสียหาย และได้รับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากผู้เสียหายไว้ในครอบครองของจำเลย ต่อมาระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2543 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกันวันเวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยได้เบียดบังเอารถจักรยานยนต์คันดังกล่าว โดยนำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวของผู้เสียหายไปขายและนำเงินที่ขายได้ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 70,600 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัทกาญจนบุรี เอส ไอ ที ลิสซิ่ง จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นให้ผู้เสียหายเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาในการสืบพยานและอื่นๆ ตลอดมาถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรีรักษาการแทนอธิบดีอัยการเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและโจทก์ร่วมอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2543 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อคาวาซากิ รุ่น เอ เอ็น 110 แอล อี เอส หมายเลขเครื่อง เอ เอ็น 110 แอล - อี - เอ 15821 ไปจากโจทก์ร่วม กำหนดชำระค่าเช่าซื้อ 36 งวด งวดแรกชำระในวันที่ 16 เมษายน 2543 จำเลยชำระค่าเช่าซื้องวดแรกในวันที่ 25 เมษายน 2543 ตามสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และการ์ดเก็บเงินเอกสารหมาย จ.4 และ จ.6 ต่อมาโจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอก มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายประสาน คงสบาย เป็นพยานเบิกความว่า หลังจากจำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์พิพาทไปแล้ว พยานสืบทราบจากคนละแวกอำเภอท่าม่วงว่าจำเลยกับนายสุทธิพันธ์ซึ่งได้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งด้วย นำรถไปขายที่ต่างประเทศ ประมาณวันที่ 20 เมษายน 2543 พยานให้จำเลยนำรถมาตรวจสอบ แต่จำเลยมิได้นำมา นายสุทธิพันธ์เป็นเจ้าของบ้านที่จำเลยอาศัยอยู่เป็นคนนำรถไปขายนายสุทธิพันธ์ก็ไม่สามารถนำรถมาให้ตรวจสอบได้เช่นกัน ส่วนจำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่สามารถนำรถมาให้พนักงานของโจทก์ร่วมดูได้เนื่องจากนายสมบูรณ์ พันธ์มี พี่ชายจำเลยขอยืมรถไปใช้ นายสมบูรณ์เดิมอยู่ที่อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ได้แยกครอบครัวและย้ายสำเนาทะเบียนบ้านออกไป ตั้งแต่นายสมบูรณ์ยืมรถไป จำเลยไม่พบกับนายสมบูรณ์มาปีกว่าแล้ว เห็นว่า การที่จำเลยเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไป แม้จำเลยจะมีสิทธิใช้สอยและครอบครองรถจักรยานยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อ แต่เมื่อรถจักรยานยนต์ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมประสงค์จะตรวจดูรถจักรยานยนต์ จำเลยในฐานะผู้เช่าซื้อจำต้องยอมให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนของผู้ให้เช่าซื้อตรวจดูทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้เป็นครั้งคราวในเวลาและระยะอันสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 555 การที่จำเลยไม่สามารถนำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อมาให้โจทก์ร่วมหรือตัวแทนของโจทก์ร่วมตรวจดูได้เช่นนี้ แม้จำเลยจะได้แสดงเจตนาที่จะชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ร่วม แต่ตามพฤติการณ์ของจำเลยประกอบกับคำเบิกความของนายประสานพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่สืบทราบมาว่าจำเลยกับพวกนำรถไปขายที่ต่างประเทศแล้ว ถือได้ว่าจำเลยเบียดบังเอารถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยไปเป็นของตนเองหรือบุคคลอื่นโดยทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว ที่จำเลยอ้างว่านายสมบูรณ์ยืมไปใช้ หากเป็นจริงจำเลยก็ชอบที่จะนำรถมาแสดงต่อโจทก์ร่วมได้เพื่อแสดงความสุจริตของจำเลย แต่จำเลยก็หาได้ขวนขวายที่จะนำรถมาคืนหรือแสดงต่อโจทก์ร่วม ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังเพื่อหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 70,600 บาท แก่โจทก์ร่วม ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6540/2548 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ บริษัทกาญจนบุรี เอส ไอ ที ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ร่วม นายธงชัย พันธ์มี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี · โจทก์ร่วม - บริษัทกาญจนบุรี เอส ไอ ที ลิสซิ่ง จำกัด · จำเลย - นายธงชัย พันธ์มี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รัตน กองแก้ว · มงคล ทับเที่ยง · พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 15558/2555ฎีกา 4081/2564ฎีกา 9663/2554ฎีกา 7100/2538ฎีกา 15690/2553ฎีกา 5865/2555ฎีกา 416/2550ฎีกา 96-97/2510ฎีกา 1428-1429/2545ฎีกา 1057/2514ฎีกา 1375/2515ฎีกา 1503/2536ฎีกา 3820/2529ฎีกา 2975/2529ฎีกา 822/2506ฎีกา 1522/2565ฎีกา 2157/2518ฎีกา 1140/2507ฎีกา 979/2501ฎีกา 602/2501ฎีกา 3595/2532ฎีกา 3811/2528ฎีกา 8552/2552ฎีกา 2354/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา