คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6642/2548
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้บริษัทจะจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว หนี้สินของบริษัทที่เกิดขึ้นก่อนการชำระบัญชีก็ยังไม่ระงับสิ้นไป ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมมีอำนาจฟ้องร้องให้บริษัทรับผิดชำระหนี้ได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัดและได้จดทะเบียนเลิกบริษัท แม้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว แต่ก็หาทำให้หนี้สินต่างๆ ของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดไปด้วยไม่ เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้เงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ได้ และไม่มีบทกฎหมายใดที่จะต้องให้มีการดำเนินการจดชื่อจำเลยที่ 1 เข้าสู่ทะเบียนก่อน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 3,785,426.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,325,830.53 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24494, 24495, 24496, 24497 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และที่ดินโฉนดเลขที่ 12372, 12375, 12423 ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 2 กับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน
ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว มีคำสั่งรับคำฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไม่รับฟ้องจำเลยที่ 1
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัดและได้จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 แม้ตามภาพถ่ายหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าวระบุด้วยว่า จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ก็ตาม แต่ก็หาทำให้หนี้สินต่างๆ ของจำเลยที่ 1 สิ้นสุดไปด้วยไม่ เมื่อหนี้ที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเป็นหนี้เงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ก่อนวันที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1272 บัญญัติว่า ในคดีที่ฟ้องเรียกหนี้สินซึ่งห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น หรือผู้ชำระบัญชีเป็นลูกหนี้อยู่ในฐานะเช่นนั้น ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ดังนั้นแม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 1 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้วก็ตาม โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ก็ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้และกรณีเช่นนี้หาได้มีบทกฎหมายใดที่จะต้องให้มีการดำเนินการจดชื่อจำเลยที่ 1 เข้าสู่ทะเบียนก่อนดังความเห็นของศาลชั้นต้นไม่ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่าให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6642/2548
ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) โจทก์
บริษัทสรรพัฒน์ จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทสรรพัฒน์ จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมศักดิ์ เนตรมัย · ปัญญา ถนอมรอด · สุภิญโญ ชยารักษ์ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา