⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7542/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7542/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีเดิมย่อมผูกพันคู่ความและบริวารของคู่ความในคดีเดิมตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตรี พ. ผู้วายชนม์ ให้การกับนำสืบต่อสู้ในคดีเดิมที่ถูก ช. ฟ้องขับไล่ว่า จำเลย (โจทก์คดีนี้) และพันตรี พ. ร่วมกันซื้อที่ดินตามฟ้องในคดีนั้น คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของ ช. ตามที่บรรยายฟ้องและนำสืบว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ คำพิพากษาในคดีเดิมจึงผูกพันคู่ความคือ ช. และจำเลย (โจทก์คดีนี้) ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตรี พ. ซึ่งถือได้ว่าเป็นบริวารของจำเลยในคดีเดิม โจทก์ก็คือคู่ความฝ่ายจำเลยในคดีเดิมนั่นเอง ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกันซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้จาก ช. และพันตำรวจตรี ย. จำเลยทั้งสองก็คือผู้รับโอนสิทธิจากคู่ความในคดีเดิมคือ ช. ซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ ฉะนั้น เมื่อคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทต้องวินิจฉัยว่าที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตามฟ้องเป็นของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับโอนสิทธิจาก ช. อันจะพึงส่งผลให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิขอให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้ได้หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมเป็นฟ้องซ้ำกับดคีเดิมต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินมือเปล่าตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่จำนวน 2 ไร่ เป็นที่ดินของโจทก์และเป็นที่ดินมรดกของพันตรีไพรัช บำเรอพงษ์ ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ซึ่งออกทับที่ดินโจทก์และกองมรดกของพันตรีไพรัช หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ในประเด็นโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า โจทก์ฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองได้ซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 2 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้จากนายเชียร แก้วกัญญา และพันตำรวจตรีพยุง คงแจ้ง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 และได้ยื่นคำขอต่อทางราชการให้ออกโฉนดที่ดิน แต่โจทก์ยื่นคำคัดค้านอ้างเหตุเป็นที่ดินของโจทก์ครอบครองต่อเนื่องมาจากพันตรีไพรัช บำเรอพงษ์ ผู้เป็นสามี แต่ทางราชการสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งไม่รับคำคัดค้าน โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้และเดิมนายเชียรเคยฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นให้ขับไล่โจทก์คดีนี้และบริวารออกจากที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทคดีนี้ คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยว่าที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่เศษ ตามฟ้องในคดีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทคดีนี้และเป็นของนายเชียร พิพากษาห้ามจำเลย (โจทก์คดีนี้) และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินตามฟ้องคือคดีหมายเลขแดงที่ 1979/2537 ของศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6493/2540 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1979/2537 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตรีไพรัชผู้วายชนม์และให้การกับนำสืบต่อสู้ในคดีเดิมที่ถูกนายเชียรฟ้องว่า จำเลยและพันตรีไพรัชร่วมกันซื้อที่ดินตามฟ้องในคดีนั้น แต่คดีถึงที่สุดโดยศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนายเชียรตามที่บรรยายฟ้องและนำสืบว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ คำพิพากษาในคดีเดิมจึงผูกพันคู่ความคือนายเชียรและจำเลย (โจทก์คดีนี้) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตรีไพรัชซึ่งถือได้ว่าเป็นบริวารของจำเลยในคดีเดิม โจทก์ก็คือคู่ความฝ่ายจำเลยในคดีเดิมนั่นเอง ส่วนจำเลยทั้งสองซึ่งร่วมกันซื้อที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้จากนายเชียรและพันตำรวจตรีพยุง จำเลยทั้งสองก็คือผู้รับโอนสิทธิจากคู่ความในคดีคือนายเชียรซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ ฉะนั้น เมื่อคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2482 ตามฟ้องเป็นของจำเลยทั้งสองในฐานะผู้รับโอนสิทธิจากนายเชียรอันจะพึงส่งผลให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิขอให้ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้ได้หรือไม่ จึงเป็นคดีที่มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมเป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 1979/2537 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7542/2548 นางลาวัลย์ บำเรอพงษ์ โจทก์ ร้อยตำรวจเอกอารมณ์ วิเลปะนะ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางลาวัลย์ บำเรอพงษ์ · จำเลย - ร้อยตำรวจเอกอารมณ์ วิเลปะนะ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย จุลนิติ์ · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 181/2495ฎีกา 360/2502ฎีกา 795/2543ฎีกา 2354/2566ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2660/2536ฎีกา 79/2501ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 2057/2529ฎีกา 945/2504ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1251/2500ฎีกา 4991/2552ฎีกา 4549/2540ฎีกา 185/2566ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1228/2539ฎีกา 6868/2541ฎีกา 1591/2495ฎีกา 560/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ