คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7596/2548
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย ถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย โดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อกฎหมายไร้สาระ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 4,500,595.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 3,563,432.46 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยกำหนดชำระหนี้เป็นรายเดือน คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี โดยอ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 มาตรา 150 และมาตรา 205
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ไม่มีเหตุงดการบังคับคดี" (ที่ถูกต้องยกคำร้องด้วย)
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "เป็นข้อกฎหมายที่ไร้สาระไม่รับ"
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เหตุผลที่จำเลยที่ 2 อ้างในคำร้องขอให้งดการบังคับคดีไม่ใช่เหตุผลตามกฎหมายที่ศาลจะสั่งให้งดการบังคับคดีได้ ศาลชั้นต้นสั่งให้ยกคำร้องโดยอ้างว่าไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี จึงเป็นการสั่งที่ชอบ เมื่อคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลตามกฎหมายและเป็นการยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ล่าช้า การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการสั่งที่ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 2 ให้เหตุผลว่าเป็นข้อกฎหมายไร้สาระ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของคำสั่งของจำเลยที่ 2 คำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"
พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7596/2548
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์
นายกมล มาณะเวชหรือมานะเวช กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายกมล มาณะเวชหรือมานะเวช กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มานัส เหลืองประเสริฐ · สุรพล เจียมจูไร · มนตรี ยอดปัญญา |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา