คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8103/2548
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลชั้นต้นมีดุลพินิจที่จะรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยหรือไม่ก็ได้ แม้จำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้น แต่หากความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลอื่น และพนักงานสอบสวนท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นผู้สอบสวน โจทก์ก็สามารถฟ้องจำเลยต่อศาลดังกล่าวได้
ย่อคำพิพากษา
แม้เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชจะเป็นภูมิเนาของจำเลยในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 47 ก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1) มิได้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดี กฎหมายเพียงแต่บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นจะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นผู้สอบสวน จึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดทุ่งสงได้ ที่โจทก์อ้างว่าไม่อาจโอนตัวจำเลยไปคุมขังที่เรือจำจังหวัดทุ่งสงเพื่อฟ้องคดี เพราะเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการย้ายจำเลยนั้น เป็นเพียงการคาดการณ์เอาเองของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น จึงไม่สมควรให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) รับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา (1) (7), 357, 83 นับโทษจำเลยทั้งสามต่อโทษจำคุกในคดีอื่นของศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะรับชำระคดีนี้หรือไม่ ประกอบกับความผิดคดีนี้เกิดในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง ข้ออ้างของโจทก์เป็นเพียงข้อขัดข้องในทางปฏิบัติ จึงมีคำสั่งไม่รับชำระคดีนี้
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) จำเลยทั้งสามต้องโทษจำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช) ซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชจะเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 เพราะจำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) มิได้บัญญัติให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลท้องที่ที่จำเลยทั้งสามมีที่อยู่ในเขตอำนาจต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ กฎหมายดังกล่าวเพียงแต่บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นจะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ เมื่อความผิดคดีนี้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดทุ่งสง และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นเป็นผู้สอบสวนจึงอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลจังหวัดทุ่งสงได้ ที่โจทก์อ้างว่าไม่อาจโอนตัวจำเลยทั้งสามไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดทุ่งสงเพื่อฟ้องคดี เพราะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยในการย้ายจำเลยทั้งสามนั้น ก็คงเป็นเพียงการคาดการณ์เอาเองของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น จึงไม่สมควรให้ศาลชั้นต้นรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8103/2548
พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์
นายธีรพงศ์ ช่วยอารี กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช · จำเลย - นายธีรพงศ์ ช่วยอารี กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวลิต ตุลยสิงห์ · เกษม วีรวงศ์ · บุญส่ง น้อยโสภณ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ