⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1445/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1445/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในความผิดต่อส่วนตัว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป และคำขอในส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดนั้นย่อมตกไปด้วย

ย่อคำพิพากษา

คำฟ้องของโจทก์บรรยายความผิดฐานฉ้อโกงและหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศ ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติให้อำนาจโจทก์ที่จะขอศาลให้สั่งจำเลยคืนเงินที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อหา ซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ด้วย แม้จะมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 341 ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามตามที่โจทก์ขอมาได้ ก่อนยื่นฎีกา ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ของตนเฉพาะในส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวโดยอ้างว่าได้รับชดใช้เงินจากจำเลยเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่จำเลยอีกต่อไป ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวเฉพาะในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 65,000 บาท รวมเป็นเงิน 130,000 บาท ตกไปด้วย โจทก์ไม่อาจขอให้บังคับจำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้อีก คงขอให้บังคับได้เฉพาะผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 70,000 บาท เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30, 82, 91 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 5 ปาก จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นการรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 5 ปาก เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสามนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงและหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศ สรุปได้ว่า จำเลยโดยทุจริตได้หลอกลวงผู้เสียหายทั้งสาม ซึ่งเป็นคนหางานว่าสามารถหางานหรือส่งผู้เสียหายทั้งสามไปฝึกงานในโรงงานในต่างประเทศได้ โดยผู้เสียหายทั้งสามจะได้รับเงินเดือน เดือนละ 22,000 บาท ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยไม่สามารถหางานหรือส่งผู้เสียหายทั้งสามไปฝึกงานในต่างประเทศโดยได้รับค่าจ้างในอัตราดังกล่าวได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายทั้งสามหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 75,000 บาท 75,000 บาท และ 70,000 บาท ตามลำดับ ให้แก่จำเลยเป็นค่าตอบแทนในการจัดหางาน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และให้จำเลยคืนเงิน 220,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสาม ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยนอกจากจะเป็นความผิดฐานหลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานในต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี แล้ว ยังเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อีกบทหนึ่งด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติให้อำนาจโจทก์ที่จะขอศาลให้สั่งจำเลยคืนเงินที่ฉ้อโกงไปให้แก่ผู้เสียหายทั้งสามได้ และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องทุกข้อหา ซึ่งศาลล่างทั้งสองก็พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ด้วย ดังนี้ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 200,000 บาท ที่ฉ้อโกงไปแก่ผู้เสียหายทั้งสามตามที่โจทก์ขอมาได้ แม้จะมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าวด้วยก็ตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดีปรากฏจากสำนวนและฎีกาของจำเลยว่า ก่อนยื่นฎีกา ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้ถอนคำร้องทุกข์ของตนเฉพาะในส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว โดยอ้างว่าได้รับชดใช้เงินจากจำเลยจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแก่จำเลยอีกต่อไป ดังนั้นสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวเฉพาะในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 คนละ 65,000 บาท รวมเป็นเงิน 130,000 บาท ตกไปด้วย โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลบังคับให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้อีก โดยคงขอให้บังคับได้เฉพาะส่วนของผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 70,000 บาท เท่านั้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225.... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 70,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 ยกคำขอให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1445/2549 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ นายสุพจน์ แพ่งผ่องใส จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี · จำเลย - นายสุพจน์ แพ่งผ่องใส
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรศักดิ์ สุวรรณประกร · สมศักดิ์ เนตรมัย · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายสุริยนตร์ โสตถิทัต · ศาลอุทธรณ์ - นายพิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 6229/2539ฎีกา 888/2490ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 1656/2512ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 19406/2555ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532ฎีกา 1124/2496ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 1979/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา