⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2434/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2434/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่ผู้ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวมกับผู้อื่น ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินนั้น ถือเป็นการครอบครองแทนเจ้าของรวมด้วย เว้นแต่จะมีการแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดโดยชัดแจ้ง 2. ทายาทโดยธรรมลำดับแรกมีสิทธิรับมรดกก่อนทายาทโดยธรรมลำดับถัดไป และการฟ้องคดีเพื่อเรียกทรัพย์มรดกจากผู้ครอบครองแทน ไม่ใช่การเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับอายุความมรดก

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นบุตรของ ศ. จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทส่วนของ ศ. เมื่อโจทก์ไปขอให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียว แต่เมื่อจำเลยกับ ศ. เป็นเจ้ากรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ศ. ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่งและเมื่อจำเลยไม่ได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการบ่งชี้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดที่ดินพิพาท การที่จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองไว้แทน ศ. เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย โจทก์เป็นบุตรของ ศ. ผู้ตาย จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1) มีสิทธิรับมรดกของ ศ. ส่วนจำเลยเป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ศ. เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของ ศ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยผู้ครอบครองแทน กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มาตัดฟ้องโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.54 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1359 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1603 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1629 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1630 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1745 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1755

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3882 ตำบลครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา แก่โจทก์เพื่อนำไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกของนางศรีหรือสี เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา และแบ่งแยกที่ดินให้จำเลยตามส่วน หากจำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินและไม่ไปลงชื่อรับการแบ่งแยก ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากโจทก์จำเลยไม่สามารถแบ่งแยกที่ดินกันได้ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน จำเลยให้การยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3882 ตำบลครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโจทก์จำเลยไม่สามารถแบ่งที่ดินดังกล่าวได้ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วน จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นที่จำเลยจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นตันนั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยและนางศรีหรือสี พันกระโทก เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3882 ตำบลครบุรี อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน นางศรีหรือสีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2525 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายอินทร์ ชาพล เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นบุตร นายสมร ชาพล กับนางศรีหรือสี พันกระโทก บิดามารดาโจทก์ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน หลังจากนางศรีหรือสีถึงแก่ความตาย โจทก์ไปหานายอินทร์ให้พาไปพบจำเลยเพื่อขอแบ่งที่ดินส่วนของนางศรีหรือสี จำเลยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจและบอกว่าจะนำเงินมาให้โจทก์หรือแบ่งที่ดินให้ แต่ไม่บอกว่าจะนำเงินมาให้เท่าใดหรือแบ่งที่ดินให้เท่าใด โจทก์จึงไม่ยอมลงลายมือชื่อ โจทก์คิดว่าจำเลยจะโกงจึงไปหาเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอครบุรีเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบเอกสารสิทธิพบว่าที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินและได้แนะนำโจทก์ให้ไปยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนางศรีหรือสี ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางศรีหรือสี โจทก์นำคำสั่งศาลดังกล่าวไปหาเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอครบุรี เพื่อดำเนินการแบ่งแยกที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินเรียกจำเลยมาเจรจาให้แบ่งที่ดินแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยไม่ยอม และโจทก์มี นายสำราญ โพธิ์กิ่ง เจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาครบุรี เบิกความสนับสนุนว่า ปี 2541 โจทก์ไปพบพยานเพื่อขอตรวจสอบที่ดินของมารดาที่มีชื่อร่วมกับน้าชาย พยานสอบถามโจทก์แล้วปรากฏว่าชื่อและนามสกุลของมารดาโจทก์ไม่ตรงกัน โจทก์บอกว่ามารดาโจทก์ไปแต่งงานใหม่และใช้ชื่อสกุลของสามีเนื่องจากที่ดินมีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน พยานแนะนำให้โจทก์ไปร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดก ต่อมาศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของมารดา โจทก์นำคำสั่งศาลมาจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน พยานเรียกจำเลยมาและแนะนำให้จำเลยแบ่งที่ดินตามสิทธิที่มีอยู่คนละครึ่ง จำเลยไม่ยอมแบ่งโดยอ้างว่าดูแลมาแทนมารดาโจทก์ พยานจึงแนะนำโจทก์ให้ไปใช้สิทธิทางศาล ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยไม่เชื่อว่าโจทก์เป็นบุตรนางศรีหรือสีเพราะไม่มีหลักฐานมายืนยัน เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกัน โจทก์นอกจากจะมีพยานบุคคลมาเบิกความแล้วยังมีพยานเอกสารคือ สำเนาคำสั่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ สำเนาทะเบียนบ้านและหนังสือรับรองของนายอำเภอประทาย มานำสืบประกอบเพื่อยืนยันว่าโจทก์เป็นบุตรของนางศรีหรือสี และนางศรี ผันกระโทก กับนางศรี พันกระโทก เป็นบุคคลคนเดียวกับนางสี พันกระโทก พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศรีหรือสี พันกระโทก จึงเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกในที่ดินพิพาทส่วนของนางศรีหรือสีเมื่อโจทก์ไปขอให้จำเลยดำเนินการแบ่งแยกที่ดินพิพาทแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉยถือว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า ก่อนถึงแก่ความตาย นางศรีหรือสี ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นางศรีหรือสีออกไปจากภูมิลำเนาโดยแสดงเจตนาชัดแจ้งขอสละที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทำกินโดยไม่ขอเกี่ยวข้องแต่อย่างใด จนกระทั่งนางศรีหรือสีถึงแก่ความตาย จำเลยทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยมิได้ครอบครองแทนบุคคลอื่นนั้น เห็นว่าแม้จำเลยจะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทเพียงผู้เดียวก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับนางศรีหรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการบ่งชี้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทแต่อย่างใด การที่จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองไว้แทนนางศรีหรือสีเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเกี่ยวกับนางศรีหรือสี จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย โจทก์ไม่เคยใช้สิทธิในฐานะทายาทเรียกร้องขอแบ่งปันมรดกแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการส่อเจตนาชัดแจ้งว่าโจทก์ขอสละมรดกของเจ้ามรดก ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นบุตรของนางศรี หรือสีผู้ตาย จึงอยู่ในฐานะทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1) มีสิทธิรับมรดกของนางศรีหรือสี ส่วนจำเลยเป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางศรีหรือสี เป็นทายาทโดยธรรมในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์มรดกของนางศรีหรือสี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้ และโจทก์ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกทรัพย์มรดกจากจำเลยผู้ครอบครองแทน กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์มรดก จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง มาตัดฟ้องโจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2434/2549 นายสมุทร ชาพล ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการ มรดกของนางศรีหรือสี ผันกระโทกหรือพันกระโทก โจทก์ นายบุญช่วย สินทมครบุรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมุทร ชาพล ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนางศรีหรือสี ผันกระโทกหรือพันกระโทก · จำเลย - นายบุญช่วย สินทมครบุรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศุภชัย สมเจริญ · โนรี จันทร์ทร · ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1200/2523ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4415/2528ฎีกา 94/2493ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ