⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3103/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3103/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามกฎหมายล้มละลาย ไม่ทำให้บุคคลนั้นเสียสิทธิในการฟ้องคดีอาญาในฐานะผู้เสียหาย.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องคดีอาญาขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาบุกรุก แม้ปรากฏว่าโจทก์อยู่ในฐานะเป็นบุคคลล้มละลายที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปแล้วก็ตาม แต่ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น หมายถึง เฉพาะแต่การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้น ไม่รวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วย และการที่ลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้ล้มละลายก็ไม่มีฐานะถึงขนาดจะตกเป็นผู้ไร้ความสามารถอันจำต้องมีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (1) อีกทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5 และ 6 มิได้มีบทมาตราใดกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วด้วย ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.4 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.6 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.22 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.24 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.25

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ขณะยื่นฟ้องคดีนี้โจทก์ยังอยู่ในฐานะเป็นบุคคลล้มละลายที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องในข้อหาบุกรุกได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์เมื่อปี 2526 และได้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลายแล้วในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ล.153/2526 ของศาลแพ่ง คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 22 (3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น หมายถึง เฉพาะแต่การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้น หาได้หมายความรวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วยไม่ และกรณีที่ลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ลูกหนี้หาได้มีฐานะถึงขนาดตกเป็นผู้ไร้ความสามารถอันจำต้องมีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) ด้วยไม่ อีกทั้งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 4, 5 และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็มิได้มีบทมาตราใดกำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาที่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วด้วย ดังนั้น แม้ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ในส่วนของคดีอาญาลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือจำเลยก็จะต้องฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีด้วยตนเอง เพราะสิทธิการเป็นผู้เสียหายหรือความรับผิดในทางอาญานั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว กล่าวโดยเฉพาะสำหรับอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายในคดีอาญา หากไม่เข้าเกณฑ์กรณีตามมาตรา 4, 5 และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วก็เป็นเรื่องของผู้เสียหายโดยตรงที่จะต้องจัดการเอง บุคคลอื่นใดนอกจากที่กฎหมายกำหนดไว้ในบทมาตราดังกล่าวแล้วหามีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 83 อันเป็นการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาลงโทษทางอาญาแก่จำเลยแต่เพียงอย่างเดียว หาได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ไม่ กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องแทนโจทก์ผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันว่าการฟ้องคดีอาญาในข้อหาบุกรุกเป็นการฟ้องร้องเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ จึงเป็นการฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 (3) ดังกล่าวข้างต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อผลแห่งการวินิจฉัยในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นดังนี้ คดีจึงมีปัญหาที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานบุกรุกจริงตามฟ้องหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิจารณาคดีนี้มาจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้วก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็เห็นว่ายังไม่สมควรที่จะวินิจฉัยไปเสียทีเดียว หากแต่สมควรที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาตามลำดับชั้นของศาล ทั้งนี้เพราะคดีอาจถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาก็ได้ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาอื่น ๆ ต่อไป แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3103/2549 บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เสรีสากลธนกิจ จำกัด โจทก์ นางน้ำค้าง สุนทร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เสรีสากลธนกิจ จำกัด · จำเลย - นางน้ำค้าง สุนทร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานิศ เกศวพิทักษ์ · วิชัย วิวิตเสวี · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นางสาววิภา ลีลาวิวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 578/2550ฎีกา 8080/2538ฎีกา 374/2534ฎีกา 4851/2545ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 1636/2534ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 92/2531ฎีกา 4470/2543ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 7966/2544ฎีกา 2709/2536ฎีกา 276/2520ฎีกา 858-861/2554ฎีกา 7732/2552ฎีกา 1813/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา