⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3353/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3353/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจขายทรัพย์สินของลูกหนี้ล้มละลายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดได้ หากได้รับความเห็นชอบจากกรรมการเจ้าหนี้ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ผู้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวจึงมีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้

ย่อคำพิพากษา

เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีการที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุดโดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 317/2544 ของศาลล้มละลายกลาง เป็นการดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครอง และบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.123

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว และให้จำเลยที่ 4 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2538) ต้องไม่เกิน 29,917.81 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์และดำเนินการชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลายเนื่องจากโจทก์มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโจทก์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 317/2544 ของศาลล้มละลายกลาง อำนาจการจัดการทรัพย์สินต่างๆ ของโจทก์จึงตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ออกประมูลขายเพื่อเป็นการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลผู้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้และได้รับโอนมาซึ่งสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องอื่นๆ จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีอำนาจหน้าที่รวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของโจทก์ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 4 ส่วนที่ 4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมาตรา 123 บัญญัติให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะขายทรัพย์สินที่รวบรวมได้มาตามวิธีที่สะดวกและเป็นผลดีที่สุด โดยมีเงื่อนไขว่าการขายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดต้องได้รับความเห็นชอบของกรรมการเจ้าหนี้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ประกาศขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยวิธีอื่นตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีหมายเลขแดงที่ 317/2544 ของศาลล้มละลายกลาง เป็นการดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าว สิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินที่ได้มาจากการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครองและบังคับตามสิทธิดังกล่าว ดังนั้น หากเป็นความจริงตามข้ออ้างของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินและได้มาซึ่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ รวมถึงสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้จากการขายดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในอันที่จะร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อยังให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ ที่ศาลชั้นต้นด่วนวินิจฉัยและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องและมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3353/2549 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทเอ็ม. เอ็ม. ไอ. จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทเอ็ม. เอ็ม. ไอ. จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย จึงประเสริฐ · บุญรอด ตันประเสริฐ · ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10749/2553ฎีกา 4206/2531ฎีกา 1483/2544ฎีกา 1109/2493ฎีกา 1739/2500ฎีกา 4526/2536ฎีกา 1940/2546ฎีกา 652/2510ฎีกา 2617/2524ฎีกา 4431/2553ฎีกา 3797-3798/2540ฎีกา 3844/2535ฎีกา 5625/2541ฎีกา 988/2485ฎีกา 609/2526ฎีกา 2395/2538ฎีกา 8818/2551ฎีกา 19883/2555ฎีกา 8235/2548ฎีกา 943/2513ฎีกา 1723/2534ฎีกา 6741/2550ฎีกา 2240/2538ฎีกา 6605/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ