⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4899-4901/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4899-4901/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ทำแผนต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินของลูกหนี้ เว้นแต่เป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การค้าตามปกติของลูกหนี้ดำเนินต่อไปได้ และหากผู้ทำแผนเบิกจ่ายเงินเกินกว่าที่ศาลอนุญาต ต้องส่งคืนเงินส่วนที่เบิกเกินนั้นแก่ลูกหนี้ และศาลมีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนปฏิบัติตามได้

ย่อคำพิพากษา

เมื่อ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการกำกับตรวจสอบดูแลกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการรวมทั้งให้ศาลมีอำนาจในการตั้งผู้ทำแผนและควบคุมดูแลการทำงานของผู้ทำแผนให้เป็นไปตามกฎหมาย และในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการนั้น พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/25 ให้ผู้ทำแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 90/12 (9) มาใช้บังคับแก่ผู้ทำแผนโดยอนุโลมด้วย เช่นนี้หากผู้ทำแผนจะกระทำการจำหน่าย จ่าย โอน ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินนอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้แล้วจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อน เมื่อการขอเบิกจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนในคดีนี้ปรากฏว่าผู้ทำแผนได้เบิกเงินเกินจำนวนที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวไปก่อนแล้ว ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินส่วนที่เบิกเกินไปให้แก่ลูกหนี้ทั้งสาม และถือได้ว่าคำสั่งศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีและศาลมีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนปฏิบัติตามได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 272 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 และหากผู้ทำแผนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับดังกล่าว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียก็ย่อมขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีต่อไปได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.272 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.275 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม.14 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ทั้งสามและตั้งบริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางซึ่งรับโอนสำนวนจากศาลแพ่งมีคำสั่งให้กำหนดค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ทำแผนในอัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนที่ผู้ทำแผนขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สำหรับผลงานของการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนภายหลังที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และวันที่ 22 มีนาคม 2544 ศาลได้ออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนคืนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายส่วนที่เบิกเกินไปจำนวน 45,901,605.32 บาท ให้แก่ลูกหนี้ภายใน 30 วัน ผู้ทำแผนยื่นคำร้อง ขอให้ศาลเพิกถอนคำบังคับ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ผู้ทำแผนมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายในอัตราร้อยละ 45 ของจำนวนเงินที่ควรจะได้ แต่ผู้ทำแผนได้จำนวนเงินมากกว่าจำนวนที่ควรจะได้จึงต้องคืนเงินที่ได้รับเกินให้แก่ลูกหนี้ทั้งสาม แม้ตามคำสั่งดังกล่าวจะมิได้มีคำสั่งให้คืนเงินก็ตาม กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำบังคับ ให้ยกคำร้อง ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/79 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลล้มละลายกลางมีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนคืนเงินค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายส่วนที่เบิกเกินไปแก่ลูกหนี้ทั้งสามได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 ว่าด้วยกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการกำกับตรวจสอบดูแลกระบวนพิจารณาคดีฟื้นฟูกิจการรวมทั้งให้ศาลมีอำนาจในการตั้งผู้ทำแผนและควบคุมดูแลการทำงานของผู้ทำแผนให้เป็นไปตามกฎหมาย และในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการนั้นพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/25 ให้ผู้ทำแผนมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผนดังกล่าวให้นำบทบัญญัติมาตรา 90/12 (9) มาใช้บังคับแก่ผู้ทำแผนโดยอนุโลมด้วย เช่นนี้หากผู้ทำแผนจะกระทำการจำหน่าย จ่าย โอน ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินนอกจากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้แล้วจำต้องได้รับอนุญาตจากศาลที่รับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการก่อน เมื่อการขอเบิกจ่ายค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของผู้ทำแผนในคดีนี้ปรากฏว่าศาลได้มีคำสั่งให้ลดจำนวนเงินที่ผู้ทำแผนมีสิทธิเบิกจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสามลง แต่ปรากฏว่าผู้ทำแผนได้เบิกเงินเกินจำนวนที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวไปก่อนแล้ว ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินส่วนที่เบิกเกินไปให้แก่ลูกหนี้ทั้งสามและถือได้ว่าคำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นคำสั่งซึ่งจะต้องมีการบังคับคดีและศาลมีอำนาจออกคำบังคับให้ผู้ทำแผนปฏิบัติตามได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 และหากผู้ทำแผนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับดังกล่าว บุคคลผู้มีส่วนได้เสียก็ย่อมขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีต่อไปได้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ออกคำบังคับแก่ผู้ทำแผนจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4899 - 4901/2549 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก ผู้ร้องขอ บริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด ผู้ทำแผน บริษัทน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จำกัด กับพวก ลูกหนี้

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้องขอ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก · ผู้ทำแผน - บริษัทเซ้าท์ สาธร แพลนเนอร์ จำกัด · ลูกหนี้ - บริษัทน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วัฒนชัย โชติชูตระกูล · สมชาย พงษธา · พิชัย อภิชาตอำมฤต
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4098/2548ฎีกา 2763/2551ฎีกา 2701/2537ฎีกา 5399/2550ฎีกา 7249/2540ฎีกา 1652/2534ฎีกา 363/2518ฎีกา 2660/2531ฎีกา 5355/2530ฎีกา 3219/2534ฎีกา 5969/2559ฎีกา 810/2552ฎีกา 2568/2537ฎีกา 5272/2544ฎีกา 4339/2534ฎีกา 1763/2551ฎีกา 403/2530ฎีกา 2900/2543ฎีกา 1646/2519ฎีกา 2099/2532ฎีกา 1485/2547ฎีกา 187/2516ฎีกา 2230/2544ฎีกา 1248/2473
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ