⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5207/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5207/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ขับขี่รถทุกเส้นทางที่มาบรรจบทางร่วมทางแยกมีหน้าที่ต้องลดความเร็วลงหรือหยุดรถเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการชน แม้ผู้ขับขี่อีกฝ่ายจะประมาทด้วยก็ตาม การขับรถด้วยความเร็วสูงผ่านทางร่วมทางแยกโดยปราศจากความระมัดระวัง ถือเป็นความประมาทที่เป็นเหตุแห่งความเสียหายได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่ได้ชะลอความเร็วเมื่อมาถึงทางร่วมทางแยก แม้จะได้ความว่าทางเดินรถของฝ่ายแท็กซี่เป็นทางโทมีป้ายหยุดปักอยู่ตรงปากทางและผู้ขับรถแท็กซี่ไม่ได้หยุดรถของตนอันเป็นการกระทำโดยประมาทด้วยก็ตาม แต่การขับรถผ่านทางร่วมทางแยกนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่รถทุกเส้นทางที่มาบรรจบทางร่วมทางแยกจะต้องลดความเร็วลงให้อยู่ในระดับความเร็วที่ต่ำหรือหยุดรถเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายอันเกิดจากการชนระหว่างรถที่กำลังแล่นผ่าน หาใช่ว่าผู้ที่ขับรถมาในทางเอกจะใช้ความเร็วในอัตราที่สูงโดยขับผ่านทางร่วมทางแยกไปโดยปราศจากความระมัดระวัง เมื่อจำเลยขับรถแล่นเข้าไปในทางร่วมทางแยกด้วยความเร็วสูงทำให้ชนกับรถยนต์คันที่ผู้ตายขับมาเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ย่อมถือได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความประมาทของจำเลยด้วย พฤติการณ์ความประมาทของจำเลยค่อนข้างร้ายแรง และเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 คน แม้จำเลยจะวางเงินให้แก่ทายาทของผู้ตายทั้งสามคนก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็มิใช่การวางเงินโดยยอมรับผิดในการกระทำของตน ทั้งเงินดังกล่าวก็เป็นค่าเสียหายส่วนแพ่งที่จำเลยอาจต้องรับผิดต่อทายาทของผู้ตายกรณียังไม่สมควร รอการลงโทษให้แก่จำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.291 ประมวลกฎหมายอาญา ม.390 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษบทหนัก ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ม - 4994 ลพบุรี มีนางสมนึก กุลมงคล กับบุคคลอื่นอีกรวม 8 คน โดยสารมาด้วย มาตามถนนสายพระพุทธบาท - บ้านหมอ มุ่งหน้าไปทางอำเภอพระพุทธบาท เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณสี่แยกโรงปูนซีเมนต์เอเซียซึ่งเป็นทางร่วมทางแยก รถของจำเลยเฉี่ยวชนรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน มข 9665 กรุงเทพมหานคร มีนายคมสัน ฝางจีน เป็นผู้ขับ นายนิรันดร์ วงษ์ทา และเด็กชายกัมปนาท ขำทอง นั่งโดยสารมาด้วย เป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายคมสัน นายนิรันดร์ และเด็กชายกัมปนาทถึงแก่ความตาย ส่วนนางสมนึกได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสมนึก กุลมงคล และนายสมพร กองพิกุล ซึ่งโดยสารมากับรถคันที่จำเลยเป็นผู้ขับเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยขับรถยนต์มาด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมาถึงสี่แยกที่เกิดเหตุจำเลยลดความเร็วของรถลงแล้วได้เฉี่ยวชนกับรถแทกซี่ในระยะกระชั้นชิด ร้อยตำรวจโททวีพงษ์ โพธิ์จิ๋ว พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบรถยนต์ทั้งสองคันตกอยู่ในคูน้ำ ตรวจสภาพรถยนต์พบว่ารถกระบะถูกชนบริเวณมุมหน้าข้างขวา ส่วนรถแท็กซี่ถูกชนบริเวณตรงกลางรถด้านซ้ายพบจำเลยแสดงตัวว่าเป็นผู้ขับรถกระบะอยู่ในที่เกิดเหตุ ส่วนบุคคลที่อยู่ในรถแท็กซี่ถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ตรงบริเวณกลางสี่แยกพบเศษชิ้นส่วนรถยนต์ทั้งสองคันตกอยู่ เชื่อว่าเป็นจุดที่รถทั้งสองคันชนกัน พบรอยครูดไปกับผิดถนนจากจุดที่พบชิ้นส่วนรถยนต์ยาวไปทางจุดที่รถยนต์ทั้งสองคันตกอยู่ข้างคูน้ำ ยาวประมาณ 4 เมตร รอยครูดนี้ไม่ใช่รอยเบรกและจากจุดชนไปจนถึงจุดที่รถทั้งสองคันตกอยู่ในคูน้ำห่างกันประมาณ 14 เมตร พยานทำแผนที่และทำบันทึกการตรวจที่เกิดเหตุ ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.7 และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรเอกสารหมาย จ.8 เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานแล้วพยานมีความเห็นว่าเหตุเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์ทั้งสองคัน เห็นว่า ร้อยตำรวจโททวีพงษ์ไปตรวจที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุและพบรถยนต์ทั้งสองคันตกอยู่ในคูน้ำ พบเศษชิ้นส่วนของรถยนต์ตกอยู่ที่ถนน พบรอยครูดและพบจำเลยด้วย แสดงว่าหลังเกิดเหตุชนกันแล้วยังไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายรถยนต์ทั้งสองคัน ร่อยรอยที่เกิดจากการเฉี่ยวชนกันยังอยู่ในที่เกิดเหตุ และเมื่อตรวจดูแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ตามเอกสารหมาย จ.7 ปรากฏข้อเท็จจริงตรงตามที่ร้อยตำรวจโททวีพงษ์เบิกความ ทั้งจำเลยซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยในขณะที่ร้อยตำรวจโททวีพงษ์ไปตรวจที่เกิดเหตุได้ลงลายมือชื่อรับรองว่าถูกต้อง เชื่อว่าร้อยตำรวจโททวีพงษ์เบิกความและทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย จ.7 ไปตามที่พยานรู้เห็น ประกอบกับร้อยตำรวจโททวีพงษ์เป็นเจ้าพนักงานไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด ไม่มีเหตุให้ระแวงว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความมีน้ำหนักให้รับฟัง ปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.7 ว่ารถยนต์ทั้งสองคันชนกันบริเวณสี่แยกตรงจุดหมายเลข 1 หลังจากชนกันแล้วรถยนต์ทั้งสองคันไปตกในคูน้ำข้างถนนในทิศทางเดินรถของจำเลยประกอบกับร่องรอยการชนที่ปรากฏอยู่ที่ด้านหน้ารถยนต์ของจำเลยและด้านข้างตรงกลางด้านซ้ายของรถแท็กซี่เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่ารถยนต์ของจำเลยชนรถแท็กซี่ในขณะที่รถแท็ซี่ผ่านทางแยกเข้ามาก่อนรถกระบะของจำเลยแล้วลากพารถแทก็ซี่ไปตกในคูน้ำข้างถนน โดยจุดที่ชนกันนั้นอยู่เลยจากกลางสี่แยกมาแล้ว เมื่อไม่ปรากฏร่องรอยการเบรกคงมีแต่รอยครูดไปตามพื้นถนนกับสภาพความเสียหายของรถยนต์ทั้งสองคันที่มีความเสียหายอย่างมาก แสดงว่ารถยนต์ของจำเลยชนรถแท็กซี่อย่างแรง ที่นางสมนึกและนายสมพรเบิกความว่า จำเลยขับรถด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่งโมง และเมื่อถึงสี่แยกที่เกิดเหตุได้ลดความเร็วลงจึงไม่สอดคล้องกับร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้น พยานสองปากนี้เป็นแม่ยายและเป็นน้องภรรยาของจำเลยโดยสารมากับรถยนต์คันที่จำเลยขับถือว่าเป็นญาติมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยย่อมเบิกความไปในทางเป็นคุณแก่จำเลย จึงมีน้ำหนักน้อย นอกจากนี้เมื่อเกิดเหตุชนกันแล้วรถยนต์ทั้งสองคันไปตกอยู่ในคูน้ำห่างจากจุดชนไปอีก 14 เมตร แสดงว่ารถยนต์คันที่จำเลยขับแล่นมาด้วยความเร็วสูงและมิได้ชะลอความเร็วแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่ได้ชะลอความเร็วเมื่อมาถึงทางร่วมทางแยก แม้จะได้ความว่าทางเดินรถของฝ่ายรถแท็กซี่เป็นทางโทมีป้ายหยุดปักอยู่ตรงปากทางและนายคมสันผู้ขับรถแท็กซี่ไม่ได้หยุดรถของตนอันเป็นการกระทำโดยประมาทด้วยก็ตาม แต่การขับรถผ่านทางร่วมทางแยกนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่รถทุกเส้นทางที่มาบรรจบทางร่วมทางแยกจะต้องลดความเร็วลงให้อยู่ในระดับความเร็วที่ต่ำหรือหยุดรถเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายอันเกิดจากการชนกันระหว่างรถที่กำลังแล่นผ่าน หาใช่ว่าผู้ที่ขับรถมาในทางเอกจะใช้ความเร็วในอัตราที่สูงโดยขับผ่านทางร่วมทางแยกไปโดยปราศจากความระมัดระวัง เมื่อจำเลยขับรถแล่นเข้าไปในทางร่วมทางแยกด้วยความเร็วสูงทำให้ชนกับรถยนต์คันที่ผู้ตายขับมาเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ย่อมถือได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความประมาทของจำเลยด้วย จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุอันสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์ความประมาทของจำเลยค่อนข้างร้ายแรง และเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 คน แม้จำเลยจะวางเงินให้แก่ทายาทของผู้ตายทั้งสามคนละ 10,000 บาท ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็มิใช่การวางเงินโดยยอมรับผิดในการกระทำของตน ทั้งเงินดังกล่าวก็เป็นค่าเสียหายส่วนแพ่งที่จำเลยอาจต้องรับผิดต่อทายาทของผู้ตาย กรณียังไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย อย่างไรก็ตามคดีนี้ได้ความว่าฝ่ายคนขับรถแท็กซี่มีส่วนประมาทอยู่ด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรวางโทษแก่จำเลยเสียใหม่ เพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5207/2549 พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ นายมานะ เล็กรัตน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี · จำเลย - นายมานะ เล็กรัตน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · สมศักดิ์ เนตรมัย · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 17225/2557ฎีกา 2593/2521ฎีกา 1891/2500ฎีกา 1167/2530ฎีกา 5494/2534ฎีกา 7074/2541ฎีกา 5598/2540ฎีกา 633/2540ฎีกา 2724/2550ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 412/2540ฎีกา 370/2542ฎีกา 6505/2555ฎีกา 187/2530ฎีกา 1049/2539ฎีกา 170/2539ฎีกา 6318/2534ฎีกา 1935/2541ฎีกา 2680/2531ฎีกา 4380/2542ฎีกา 4042/2547ฎีกา 96/2529ฎีกา 5509/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ