⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6924/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์ที่ดินทั้งแปดแปลง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท ส. ซึ่งดำเนินธุรกิจจัดสรรที่ดินชื่อโครงการไดร์อิน ต่อมาปี 2528 บริษัท ส. ปิดโครงการดังกล่าวโดยที่ยังขายที่ดินไม่หมด ผู้ถือหุ้นในบริษัท ฯ จึงตกลงแบ่งปันทรัพย์สินของบริษัท ส. ในส่วนที่เหลืออยู่ โจทก์ได้รับแบ่งปันที่ดินประมาณ 20 แปลง แต่เนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัท ส. จะใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ได้ เพราะเป็นปรปักษ์แก่กันตามหนังสือของกรมที่ดิน และเวลาขายต่อจะต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินอีกครั้งหนึ่ง โจทก์จึงจะได้กระจายใส่ชื่อบุคคล ซึ่งโจทก์ไว้วางใจให้ถือแทนหลายราย ข. เป็นลูกจ้างโจทก์คนหนึ่ง ซึ่งโจทก์ให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปดแปลงแทนโจทก์ และโจทก์ได้จำนองที่ดินดังกล่าวค้ำประกันหนี้ของโจทก์ที่ธนาคาร และโจทก์นำสืบว่านอกจากที่ดินทั้งแปดแปลงแล้ว โจทก์ยังดำเนินการให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนอีกหลายแปลง การกระทำของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์สมคบกับ ข. และผู้อื่นกระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน และหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของ ป.พ.พ. มาตรา 80 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การที่โจทก์ฟ้องเพื่อขอคืนที่ดินทั้งแปดแปลงจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์ที่ดินทั้งแปดแปลง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.74 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.80

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งกรมสรรพากรที่ สภ.2/92/2541 ที่สั่งยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 130257 ถึง 130264 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และคืนทรัพย์ที่ยึดแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ระบุไว้ว่า เดิมที่ดินทั้งแปดแปลงเป็นของบริษัท ส. ไชยกมลพัฒนาการ จำกัด ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจจัดสรรที่ดินชื่อโครงการไดร์อิน ต่อมาปี 2528 บริษัทฯ ปิดโครงการดังกล่าวโดยที่ยังขายที่ดินไม่หมด ผู้ถือหุ้นในบริษัทฯ จึงตกลงแบ่งปันทรัพย์สินของบริษัทฯ ในส่วนที่เหลืออยู่โจทก์ได้รับแบ่งปันที่ดินประมาณ 20 แปลง แต่เนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนบริษัทฯ จะใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ได้ เพราะเป็นปรปักษ์แก่กันตามหนังสือของกรมที่ดินและเวลาขายต่อจะต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินอีกครั้งหนึ่ง โจทก์จึงได้กระจายใส่ชื่อบุคคล ซึ่งโจทก์ไว้วางใจให้ถือแทนหลายรายนายขนบธรรมเป็นลูกจ้างโจทก์คนหนึ่ง จึงให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งแปดแปลงแทนโจทก์และโจทก์นำไปจำนองค้ำประกันหนี้ของโจทก์ที่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาเทเวศร์ และโจทก์นำสืบว่า นอกจากที่ดินทั้งแปดแปลงแล้ว โจทก์ยังดำเนินการให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนอีกหลายแปลง เช่นนางสาววรมิตา ที่จังหวัดระยอง นายนิพนธ์ ที่จังหวัดชลบุรี นางสาววิมล ที่จังหวัดนครราชสีมา และนางสาวอังคณา ที่จังหวัดระยอง โดยโจทก์จะให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนทุกคนทำหนังสือสำคัญการถือกรรมสิทธิ์แทน พร้อมทั้งยึดถือโฉนดที่ดิน ใบมอบอำนาจลงลายมือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งรับรองสำเนาถูกต้องไว้ เนื่องจากโจทก์ทราบข่าวว่าทางราชการจะออกกฎหมายปฏิรูปที่ดินจำกัดการถือครองที่ดินและโจทก์มีที่ดินในครอบครองหลายร้อยแปลงจำนวนหลายพันไร่ แต่เฉพาะที่ดิน 8 แปลง ที่ให้นายขนบธรรมถือกรรมสิทธิ์แทนนั้น โจทก์ให้นายขนบธรรมจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของโจทก์ที่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด สาขาเทเวศร์ เห็นว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์สมคบกับนายขนบธรรมและผู้อื่นกระทำการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน และหลีกเลี่ยงเงื่อนไขของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 80 ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินการที่โจทก์มาฟ้องเพื่อขอคืนที่ดินทั้งแปดแปลงจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนคำสั่งตามคำขอท้ายฟ้องได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 20,000 บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2549 นายพิสิษฐ ธนบัตรชัย โจทก์ อธิบดีกรมสรรพากร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพิสิษฐ ธนบัตรชัย · จำเลย - อธิบดีกรมสรรพากร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นันทชัย เพียรสนอง · วิชัย วิวิตเสวี · กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุรพงษ์ ชิดเชื้อ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง กุลบุปผา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3409/2554ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 3313/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา