⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10378/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10378/2550

ป.พ.พ. ม.1304 · ป.วิ.แพ่ง ม.55

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ขายได้ส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ขายได้เช่าทรัพย์สินนั้นจากผู้ซื้อ ถือเป็นการยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของของผู้ซื้อ ผู้ขายจะอ้างว่าผู้ซื้อไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินนั้นหาได้ไม่

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองแก่กัน ซึ่งที่ดินดังกล่าวอยู่บนเกาะล้านอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 ที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยยึดถือใช้สอยอยู่ในสถานะเช่นเดียวกับเจ้าของ เมื่อจำเลยขายโอนสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์โดยทำหนังสือโอนสิทธิและยังได้ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านพิพาทกับโจทก์ จึงเป็นการยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์ ซึ่งหลังจากนั้นจำเลยได้อยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า จำเลยจึงจะอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามข้อตกลงในสัญญา และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยครอบครองที่ดินมือเปล่า ซึ่งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 28 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 52/1 ต่อมา จำเลยได้ขายที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านให้โจทก์ด้วยวิธีส่งมอบการครอบครอง ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญาเช่าบ้านดังกล่าวจากโจทก์ ระยะเวลา 2 ปี คิดค่าเช่าเดือนละ 200 บาท ครบสัญญาเช่าแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อ และบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำบ้านดังกล่าวไปให้ผู้เช่าเดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ส่งคืนทรัพย์ในสภาพเรียบร้อย และขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ค่าเสียหายถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 4,400 บาท จำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินและบ้านตามฟ้อง จำเลยไม่เคยโอนสิทธิครอบครองบ้านบ้านและที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ การที่จำเลยยอมทำหนังสือโอนสิทธิที่ดินและบ้านให้โจทก์ก็ดี และการทำสัญญาเช่าตามฟ้องกับโจทก์เป็นนิติกรรมอำพรางการที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 จำนวน 100,000 บาท เพื่อโจทก์จะสามารถเรียกดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหมายกำหนดนิติกรรมซื้อขายและเช่าที่ดินและบ้านตามฟ้องจึงต้องตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่เคยส่งมอบการครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทกับไม่เคยชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่า จำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินและบ้านพิพาทอยู่ที่เกาะล้านซึ่งจำเลยนำสืบว่าที่ดินบนเกาะล้านเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ซื้อขายกันโดยการส่งมอบการครอบครองกัน ที่ดินและบ้านพิพาทจำเลยยึดถือใช้สอยอยู่ในสถานะเช่นเดียวกับเจ้าของ เมื่อจำเลยขายโอนสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์โดยทำหนังสือโอนสิทธิและจำเลยยังได้ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านพิพาทกับโจทก์ อันเป็นการยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทของโจทก์ ซึ่งหลังจากนั้นจำเลยได้อยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า จำเลยจึงจะอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามข้อตกลงในสัญญา และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยยกขึ้นอ้างนั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และข้ออ้างอื่นๆ ในฎีกาของจำเลยไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10378/2550 นางสมพร พึ่งสนิท โจทก์ นายเสนาะ ชื่นอารมย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมพร พึ่งสนิท · จำเลย - นายเสนาะ ชื่นอารมย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · พินิจ บุญชัด · พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ