⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2455/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2455/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันเกี่ยวพันกัน อาจฟ้องรวมกันต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีความผิดที่มีอัตราโทษสูงกว่าได้

ย่อคำพิพากษา

แม้ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นต่างท้องที่กัน คือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม แต่ทรัพย์ที่ถูกลักกับรับของโจรนั้นเป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน คือ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยถูกลักไปจากท้องที่หนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้รับของโจรในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพันกัน โดยมีผู้กระทำความผิดหลายคน มีทั้งที่เป็นตัวการลักทรัพย์ ผู้สมรู้และผู้รับของโจรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 (1) ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจาก ท. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ บ. ลักรถจักรยานยนต์และไม่ได้เกี่ยวข้องกับชายไม่ทราบชื่อที่ซื้อรถจักรยานยนต์จาก บ. ที่จังหวัดสมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันดังที่จำเลยฎีกานั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น และความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐานรับของโจร ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจรต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยผิดศาลดังที่จำเลยฎีกา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.24

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของนายสมศักดิ์ ศรีสำราญ บิดาของนายภาณุวัฒน์ ศรีสำราญ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 นายภาณุวัฒน์ขับรถจักรยานยนต์ไปหาพี่สาวซึ่งทำงานอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันที่ตำบลบ้านโป่ง นายใบชาหรือดำ เกตุแก้ว ได้มาขอยืมรถจักรยานยนต์ที่นายภาณุวัฒน์ใช้ขับขี่ขับไปที่บ้านนายใบชา เพื่อไปขอเงินมารดา โดยให้นายภาณุวัฒน์รอรับรถจักรยานยนต์ที่สถานีบริการน้ำมันอีกแห่งหนึ่งที่หลังบ้านมารดาตนเนื่องจากเกรงว่ามารดาจะดุด่าตนที่มาขอเงินต่อหน้านายภาณุวัฒน์ แต่นายใบชาก็ไม่ได้กลับมา นายภาณุวัฒน์จึงต้องกลับไปแจ้งนายสมศักดิ์บิดาเรื่องรถจักรยานยนต์หายไป เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 จ่าสิบตำรวจสัญญา ลิบไพรวัลย์ จับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ที่หายไปดังกล่าว และต่อมาจับกุมนายใบชาได้ จึงแจ้งให้นายสมศักดิ์และนายภาณุวัฒน์ทราบ คนทั้งสองยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของนายสมศักดิ์ และนายภาณุวัฒน์ยืนยันว่า นายใบชาเป็นคนลักรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายใบชาในข้อหาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปที่จังหวัดราชบุรี จ่าสิบตำรวจสัญญาจับกุมจำเลยพร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ที่จังหวัดนครปฐม คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดราชบุรีหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานรับของโจรเกิดขึ้นต่างท้องที่กันคือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม แต่ทรัพย์ที่ถูกลักกับรับของโจรนั้นเป็นทรัพย์สิ่งเดียวกันคือ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยถูกลักไปจากท้องที่หนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้รับของโจรในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพันกันโดยมีผู้กระทำความผิดหลายคน มีทั้งที่เป็นตัวการลักทรัพย์ ผู้สมรู้ และผู้รับของโจร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 (1) ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากนายทองสุข รักภิรมย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่นายใบชาลักรถจักรยานยนต์ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับชายไม่ทราบชื่อที่ซื้อรถจักรยานยนต์จากนายใบชาที่จังหวัดสมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันดังที่จำเลยฎีกานั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น และความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐานรับของโจร ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจรต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยผิดศาลดังที่จำเลยฎีกา สำหรับปัญหาเรื่องการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น...ฯลฯ... กรณีจึงต้องรับฟังว่า จำเลยรับรถจักรยานยนต์โดยการซื้อมาจากคนร้ายในราคาที่ต่ำมากแสดงให้เห็นพิรุธของจำเลยว่า จำเลยน่าจะรู้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางนั้นเป็นของคนร้าย คดีมีปัญหาต่อไปว่า ควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยเป็นการช่วยส่งเสริมให้มีการลักทรัพย์อย่างแพร่หลาย ทำให้คนร้ายสามารถทำลายหลักฐานในการลักทรัพย์ออกไปให้พ้นตนเอง ทั้งยังได้เงินทองหรือผลประโยชน์จากการลักทรัพย์ดังกล่าวอีก การรับของโจรของจำเลยจึงเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้จำเลย แม้จำเลยประกอบอาชีพสุจริตไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน มีภาระทางครอบครัวต้องอุปการะเลี้ยงดู หรือการถูกจำคุกทำให้บุตรมีปมด้อย และถูกสังคมเหยียดหยาม คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2455/2550 พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี โจทก์ นายทองใบ มีจันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี · จำเลย - นายทองใบ มีจันทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · อร่าม เสนามนตรี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 639/2535ฎีกา 3584/2532ฎีกา 2726/2522ฎีกา 3298/2532ฎีกา 3903/2531ฎีกา 3430/2537ฎีกา 3042/2532ฎีกา 9018/2538ฎีกา 1281/2524ฎีกา 4487/2560ฎีกา 2899/2530ฎีกา 680/2500ฎีกา 516/2504ฎีกา 1362/2508ฎีกา 9024-9026/2538ฎีกา 4337/2554ฎีกา 3213/2538ฎีกา 8252/2568ฎีกา 1542-1543/2517ฎีกา 9024/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ