⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 357/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2550

ป.พ.พ. ม.7 · ป.วิ.แพ่ง ม.142, 246, 247

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากไม่มีการนำสืบให้เห็นถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ให้ถือเอาอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 เป็นเกณฑ์ในการคำนวณดอกเบี้ย.

ย่อคำพิพากษา

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากประเภทประจำ (12 เดือน) ของธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ผู้ฝากเงิน เพื่อความสะดวกในการคิดคำนวณให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้องนั้น ตามทางพิจารณาไม่ได้ความจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยว่าดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารพาณิชย์ หรืออัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้อง มีอัตราร้อยละเท่าใด จึงกำหนดให้จำเลยเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.7

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.7 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 441,328 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 342,843 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 332,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินค่าจอง 15,000 บาท ค่ามัดจำ 129,983 บาท และค่างวดจำนวนงวดละ 9,893 บาท นับแต่วันที่รับเงินค่าจอง เงินค่ามัดจำและเงินค่างวดในแต่ละงวดดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากประเภทประจำ (12 เดือน) ของธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ผู้ฝากเงิน เพื่อความสะดวกในการคิดคำนวณให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับชำระจากโจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การไว้ในคำให้การเพียงว่า ไม่เคยได้รับและไม่เคยเห็นหนังสือบอกเลิกสัญญามาก่อน ผู้ที่ลงชื่อเป็นผู้รับในใบตอบรับในประเทศไม่ใช่พนักงานหรือลูกจ้างหรือบุคคลที่อยู่ในสถานที่ที่อยู่ของจำเลยเท่านั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องโจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบหรือไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันทีไว้ชัดแจ้ง คดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบหรือไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาทันที เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือคำให้การต่อสู้คดีของจำเลย และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบเพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า การฟ้องคดีของโจทก์ถือว่าคู่กรณีตกลงเลิกสัญญากันโดยปริยายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากประเภทประจำ (12 เดือน) ของธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่ผู้ฝากเงิน เพื่อความสะดวกในการคิดคำนวณให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้องนั้น ตามทางพิจารณาไม่ได้ความจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยว่าดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารพาณิชย์ หรืออัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันฟ้อง มีอัตราร้อยละเท่าใด จึงกำหนดให้จำเลยเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ปัญหาด้งกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 357/2550 นายจรัส ทรัพยาคม โจทก์ บริษัทรัชฎา คอนคอร์ด จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจรัส ทรัพยาคม · จำเลย - บริษัทรัชฎา คอนคอร์ด จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัชลิต ละเอียด · บุญรอด ตันประเสริฐ · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายพิสิฐ ธรรมกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4107/2563ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 170/2546ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3231/2557ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1079/2497ฎีกา 1000/2505ฎีกา 94/2493ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 377/2500ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา