⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 408/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 408/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินค่าเสียหายที่ได้รับจากการละเมิดที่ครอบครองทรัพย์สินโดยไม่มีสิทธิ เป็นเงินค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากอาคารพิพาทของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ในสภาพซ่อมแซมดีแล้วและใช้ค่าเสียหายจนกว่าจะส่งมอบเสร็จแก่โจทก์ ชั้นบังคับคดีปรากฏว่า ต. เช่าอาคารพิพาทบางส่วนจากจำเลยทั้งสอง ต. จึงเป็นบริวารของจำเลยทั้งสองและถือได้ว่า ต. ได้ครอบครองอาคารพิพาทแทนจำเลยทั้งสองตลอดมาถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ต่อมา ต. ได้นำกุญแจห้องในอาคารพิพาทมอบให้แก่โจทก์ต่อหน้าศาล จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นในวันดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้จนถึงวันดังกล่าว เงินหรือประโยชน์จากการให้เช่าทรัพย์สินเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (5) (ก) ที่จะนำไปคำนวณภาษีเงินได้ แต่เงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับตามคำพิพากษาถือเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิดที่จำเลยทั้งสองอยู่อาศัยในอาคารพิพาทโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา มาตรา 42 (13) จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีแทนโจทก์และไม่มีสิทธิหักภาษีเงินได้ดังกล่าวจากโจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.552

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารออกจากอาคารโรงแรมวงเวียน 22 กรกฎาคม และอาคารพาณิชย์ทั้งเจ็ดคูหาของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ในสภาพซ่อมแซมดีแล้วและใช้ค่าเสียหายเดือนละ 130,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2533 จนกว่าจะส่งมอบเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ซ่อมแซมให้ชดใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ ชั้นบังคับคดี ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ผู้ค้ำประกัน ตามหนังสือค้ำประกันต่อศาลเพื่อทุเลาการบังคับ ตกลงชำระเงินจำนวน 9,372,000 บาท แก่โจทก์แต่ไม่พอชำระหนี้ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยที่ 2 มาทำการไต่สวนเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองที่ยังค้างชำระหนี้อีก 2,353,000 บาท จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีอีกเพราะจำเลยทั้งสองชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีก จำนวน 2,348,666 บาท แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง หากไม่ชำระให้หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า จำเลยทั้งสองส่งมอบโรงแรมและอาคารพิพาทให้โจทก์เสร็จสิ้นเมื่อใด เห็นว่า เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2538 จำเลยทั้งสองได้ส่งมอบกุญแจอาคารพิพาทให้แก่โจทก์ต่อหน้าศาล แต่ต่อมาโจทก์ได้แถลงต่อศาลว่าอาคารพิพาทบางส่วนยังมีบริวารของจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ โจทก์จึงไม่สามารถเข้าครอบครองอาคารพิพาทได้ทั้งหมดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 19 มกราคม 2539 ซึ่งจำเลยก็มิได้โต้แย้งแต่อย่างใด อีกทั้งต่อมานางเตียง แซ่เตียว ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 กันยายน 2539 ขอให้ศาลไต่สวนว่าตนมีสิทธิครอบครองอาคารพิพาทบางส่วนจากการทำสัญญาเช่าจากจำเลย ตนจึงไม่ใช่บริวารของจำเลยทั้งสอง โดยนางเตียงมิได้แสดงอำนาจพิเศษแต่อยูในฐานะผู้เช่าช่วง เมื่อฟังได้ว่านางเตียงเช่าอาคารพิพาทบางส่วนจากจำเลยทั้งสอง นางเตียงจึงเป็นบริวารของจำเลยทั้งสองและถือได้ว่านางเตียงได้ครอบครองอาคารพิพาทแทนจำเลยทั้งสองตลอดมา ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2538 เมื่อปรากฏต่อมาว่านางเตียงได้นำกุญแจห้องในอาคารพิพาทมอบให้โจทก์ต่อหน้าศาลแล้วเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2540 จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นในวันดังกล่าวด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้จนถึงวันที่ 16 มกราคม 2540 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อมาว่า รายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 มกราคม 2540 แต่ไปลงเป็นปี 2539 ผิดพลาด แต่มิได้มีการแก้ไขโดยคำพิพากษาของศาลที่สูงกว่านั้น เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับหรือไม่ เห็นว่า เงินหรือประโยชน์จากการให้เช่าทรัพย์สินเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (5) (ก) ที่จะนำไปคำนวณภาษีเงินได้ แต่เงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับตามคำพิพากษาถือเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนกรณีละเมิดที่จำเลยทั้งสองอยู่อาศัยในอาคารพิพาทโดยไม่มีสิทธิซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (13) จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีแทนโจทก์และไม่มีสิทธิหักภาษีเงินได้ดังกล่าวจากโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ ก็ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 408/2550 พันโทประถม บุรณศิริ กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุสรณ์พิพัฒน์ไพศาล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พันโทประถม บุรณศิริ กับพวก · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดอนุสรณ์พิพัฒน์ไพศาล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญรอด ตันประเสริฐ · ชัชลิต ละเอียด · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1788/2505ฎีกา 1722/2515ฎีกา 2611/2517ฎีกา 1777/2499ฎีกา 3405/2537ฎีกา 2617/2524ฎีกา 7223/2540ฎีกา 4134/2535ฎีกา 181/2495ฎีกา 360/2502ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2660/2536ฎีกา 7420/2541ฎีกา 79/2501ฎีกา 2161/2538ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 5444/2551ฎีกา 7210/2540ฎีกา 1251/2500ฎีกา 3195/2540ฎีกา 5283/2540ฎีกา 4549/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ