คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6949/2550
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา ถือเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอเปลี่ยนแปลงหรือลดจำนวนหนี้ได้
ย่อคำพิพากษา
ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์และจำเลยทำไว้ต่อหน้าศาลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้น กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปกรณ์เลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท โดยจำเลยจะชำระให้โจทก์ภายในเดือนสิงหาคม 2546 หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เลย แต่จำเลยกลับมายื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงิน 200,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่หนี้จะพึงชำระในอนาคต จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนหรือลดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลย โดยจำเลยตกลงชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคม 2546 หากไม่ชำระยอมให้บังคับคดีได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
จำเลยยื่นคำร้องว่า ปัจจุบันจำเลยประกอบอาชีพขับรถรับจ้างรายได้ไม่แน่นอนและมีรายได้จากไร่สวนเดือนละประมาณ 1,000 บาท ฐานะแย่ลงเพราะภาวะเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอนหรือลดลงเหลือเป็นเงิน 200,000 บาท และผ่อนชำระไม่เกินเดือนละ 3,500 บาท
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขอลดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกันหรือไม่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อหน้าศาลเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วนั้น กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่คนให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท โดยจำเลยจะชำระให้โจทก์ภายในเดือนสิงหาคม 2546 แต่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว จำเลยไม่ได้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เลย แต่จำเลยกลับมายื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ต้องชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยขอชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นหนี้ค้างชำระตามข้อสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ใช่หนี้จะพึงชำระในอนาคต จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนหรือลดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6949/2550
นางพูลศรี พานทอง โจทก์
นายประสิทธิ์ พานทอง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางพูลศรี พานทอง · จำเลย - นายประสิทธิ์ พานทอง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สบโชค สุขารมณ์ · อดิศักดิ์ ทิมมาศย์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ