คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6962/2550
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โดยอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์ให้ปรากฏว่าเหตุใดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น ถือว่าคำให้การของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคดีมีประเด็นเรื่องอายุความ.
อายุความในการฟ้องคดีขอถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณนั้น มีกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ผู้ให้ได้ทราบเหตุนั้น.
ย่อคำพิพากษา
แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความตามข้อต่อสู้ไว้แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณเพียงเรื่องเดียวซึ่งตาม ป.พ.พ. บัญญัติเรื่องอายุความการถอนคืนการให้ไว้ในลักษณะให้ มาตรา 533 เพียงมาตราเดียว ทั้งเมื่ออ่านคำให้การของจำเลยโดยตลอดแล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องเพราะมิเช่นนั้นโจทก์คงไม่โอนที่ดินแปลงที่ 5 ให้แก่จำเลยในวันที่ 10 เมษายน 2539 อย่างแน่นอน และหากศาลฟังว่าจำเลยประพฤติเนรคุณดังที่โจทก์ฟ้องอันเป็นมูลเหตุให้โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ได้ ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว ดังนี้ นอกจากจำเลยได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธและการขาดอายุความให้ปรากฏว่าเหตุใดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นเรื่องอายุความ
คำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยประพฤติเนรคุณด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์เมื่อประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเหตุประพฤติเนรคุณที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบถึงเหตุเหล่านั้นฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 533 วรรคหนึ่ง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์โดยให้ไปจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของจากชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์เป็นมารดาจำเลยโจทก์ยกที่ดินเฉพาะส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 19059, 19060, 20570 และ 18439 ตำบลตำหรุ อำเภอเมืองเพชรบุรี (ปัจจุบันอำเภอบ้านลาด) จังหวัดเพชรบุรี และที่ดินโฉนดเลขที่ 17957 ตำบลไร่สะท้อน อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยประพฤติเนรคุณด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยให้การเพียงว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วโดยมิได้กล่าวถึงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏไม่ได้ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความรวมทั้งเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด ในเรื่องใดและเพราะเหตุใดคำให้การของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยกที่ดินเฉพาะส่วนทั้งห้าแปลงตามฟ้องให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 จำเลยประพฤติเนรคุณด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ในฐานะบุพการีอย่างร้ายแรงขอเรียกถอนคืนการให้ที่ดินทั้งห้าแปลงจากจำเลยจำเลยให้การว่าวันเวลาตามฟ้องจำเลยไม่ได้กระทำการดังกล่าวตามฟ้องโจทก์ หากจำเลยกระทำการดังกล่าวตามฟ้องจริงโจทก์คงไม่โอนที่ดินแปลงที่ 5 ให้แก่จำเลยในวันที่ 10 เมษายน 2539 อีกอย่างแน่นอน ทั้งคำกล่าวอ้างที่ว่าจำเลยด่าโจทก์ก็ไม่เป็นความจริงเพราะจำเลยแต่งงานแยกครอบครัวไปอยู่ต่างหากตั้งแต่ปี 2531 ไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องไล่โจทก์ออกไปเพราะแยกกันอยู่คนละบ้าน มูลเหตุของการฟ้องคดีนี้ หากเหตุการณ์ดังกล่าวตามฟ้องของโจทก์เกิดขึ้นจริง ฟ้องของโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า แม้คำให้การของจำเลยจะไม่ระบุระยะเวลาที่เป็นอายุความตามข้อต่อสู้ไว้ แต่โจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณเพียงเรื่องเดียว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติเรื่องอายุความการถอนคืนการให้ไว้ในลักษณะให้ มาตรา 533 เพียงมาตราเดียว ทั้งเมื่ออ่านคำให้การของจำเลยโดยตลอดแล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ด้วยการด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง เพราะมิเช่นนั้นโจทก์คงไม่โอนที่ดินแปลงที่ 5 ให้แก่จำเลยในวันที่ 10 เมษายน 2539 อย่างแน่นอนและหากศาลฟังว่าจำเลยประพฤติเนรคุณดังที่โจทก์ฟ้องอันเป็นมูลเหตุให้โจทก์มีสิทธิถอนคืนการให้ได้ ฟ้องโจทก์ก็ขาดอายุความแล้ว ดังนี้ นอกจากจำเลยได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างในคำฟ้องโจทก์แล้ว จำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธและการขาดอายุความให้ปรากฏว่าเหตุใดฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีจึงมีประเด็นเรื่องอายุความ เมื่อคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าจำเลยประพฤติเนรคุณด่าว่าและหมิ่นประมาทโจทก์เมื่อประมาณปลายปี 2538 ถึงต้นปี 2539 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเหตุประพฤติเนรคุณที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนับถึงวันฟ้องเกินกว่า 6 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ได้ทราบถึงเหตุเหล่านั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6962/2550
นางเยื่อ กายเพชร โจทก์
นางสายัญ อุ่นใจเพื่อน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเยื่อ กายเพชร · จำเลย - นางสายัญ อุ่นใจเพื่อน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชาลี ทัพภวิมล · สมศักดิ์ จันทรา · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ