⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7457/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ใบแต่งทนายความที่ทำในต่างประเทศและได้รับการรับรองตามพิธีการแล้ว ย่อมมีผลสมบูรณ์ในการมอบอำนาจให้ทนายความดำเนินกระบวนพิจารณาแทนคู่ความได้ รวมถึงการใช้สิทธิในการอุทธรณ์.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งทนายความ โดยระบุในใบแต่งทนายความให้ ม. เป็นทนายความ และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์รวมถึงการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ซึ่งใบแต่งทนายความของโจทก์ดังกล่าวมีเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกแห่งกรุงโตเกียวรับรองลายมือชื่อผู้แต่งทนายความ และมีหนังสือรับรองเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น และหนังสือรับรองของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว รับรองต่อกันมาตามลำดับ อันเป็นการดำเนินการตามพิธีการแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับเอกสารที่ทำในต่างประเทศครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทั้งสี่มิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่าโจทก์แต่งตั้ง ม. ให้มีอำนาจตามที่ระบุในใบแต่งทนายความจริง เมื่อใบแต่งทนายความระบุให้ ม. มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนโจทก์ ม. จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ได้ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นฝ่ายชนะคดี และไม่มีส่วนได้เสียในฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ประกอบกับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้มีคำขอให้บังคับโจทก์ต้องรับผิดแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกเหนือไปจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 4 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่บริษัทโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน บัญญัติว่า "ผู้ประพันธ์ ให้กินความถึงผู้แต่งเพลงดนตรี ผู้ทำหรือก่อให้เกิดซึ่งศิลปกรรม เช่น ช่างเขียน ช่างภาพหุ่น สถาปนิก ฯลฯ ด้วย" และมาตรา 10 บัญญัติว่า ผู้ประพันธ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำวรรกรรม วิทยาศาสตรกรรมหรือศิลปกรรมของตนเป็นภาพยนตร์แสดงให้ประชาชนดู ดังนั้นในการสร้างงานศิลปกรรมหรืองานภาพยนตร์ การมีส่วนร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดงานศิลปกรรมหรืองานภาพยนตร์จึงเป็นสาระสำคัญของการที่จะได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มิได้ให้ความคุ้มครองสิ่งที่เป็นเพียงความคิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ร่วมสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนพิพาท เพียงการที่จำเลยที่ 2 อ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน โดยเสนอความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน อันเป็นการให้ความช่วยเหลือเสนอความคิดในฐานะที่เป็นคนรู้จักสนิทสนมกัน โดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าได้มีการนำแนวความคิดตามที่จำเลยที่ 2 เสนอไปใช้ในการสร้างผลงานอุลตร้าแมนจริงหรือไม่ ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้ลงทุนลงแรงหรือมีส่วนร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดผลงานอุลตร้าแมน และฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตั้งแต่เริ่มแรก การพิจารณาว่าสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ผลงานอุลตร้าแมนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่นั้น ต้องนำประเพณีและวิธีการปฏิบัติในการทำธุรกิจเพื่อหาผลประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้าอุลตร้าแมน และผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ และการหาข้อพิรุธจากข้อความที่ปรากฏในสัญญาดังกล่าว กับพยานแวดล้อมอื่นๆ มาพิจารณาประกอบกัน เช่น การที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ใช้สิทธิตามสัญญาพิพาทแสวงหาประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธินับจากวันทำสัญญาพิพาทล่วงพ้นไปถึง 20 ปี แต่กลับเพิ่งกล่าวอ้างถึงสัญญาพิพาทต่อโจทก์หลังจากที่ น. ซึ่งจำเลยที่ 2 อ้างว่าลงลายมือชื่อในสัญญาดังกล่าวถึงแก่ความตายไปแล้วประมาณ 1 ปี ในขณะที่ฝ่ายโจทก์ดำเนินการใช้สิทธิและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ามาโดยตลอดโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 นำสัญญาพิพาทมากล่าวอ้างโต้แย้ง การที่จำเลยที่ 2 ขออนุญาตใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนที่ระบุไว้ในสัญญาพิพาทต่อโจทก์อีกหลังจากทำสัญญาพิพาทแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ไปจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาหลังจากที่ น. ถึงแก่ความตายไม่กี่วัน โดยไม่ได้ระบุถึงลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาท การที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในสัญญาพิพาทเปรียบเทียบกับเอกสารที่มีลายมือชื่อของ น. แล้วมีความเห็นว่า มิใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ข้อพิรุธเกี่ยวกับข้อความในสัญญาพิพาท ทั้งชื่อสัญญา ชื่อผลงานอุลตร้าแมนและรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนตอนที่ไม่ถูกต้อง การไม่กำหนดเวลาและค่าตอบแทนในการโอนลิขสิทธิ์หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิซึ่งผิดปกติวิสัยของการทำธุรกิจ และการทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิย้อนหลังอันจะมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก และผิดปกติวิสัยของการทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ เป็นต้น จึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่าสัญญาพิพาทเป็นเอกสารที่ถูกทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 หาอาจมีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากผลงานอุลตร้าแมนตามสัญญาพิพาทไม่ แม้โจทก์ฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งมาในคดีเดียวกัน แต่ในคดีส่วนอาญาโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 พิมพ์เผยแพร่สมุดภาพระบายสีภาพอุลตร้าแมนหลังจากวันที่โจทก์ทำหนังสือเอกสารหมาย ล.12 หรือ จ.25 ได้ไม่นาน ซึ่งเนื้อความในเอกสารดังกล่าวระบุเกี่ยวกับการอนุญาตให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินรวมทั้งอุลตร้าแมนพิพาทด้วย แม้หนังสือดังกล่าวไม่มีผลเป็นการรับรองสิทธิของจำเลยที่ 2 แต่การทำหนังสือดังกล่าวในระหว่างที่ยังพิพาทกันเรื่องลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนและยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลชี้ขาด อาจทำให้จำเลยที่ 2 และจำเลยอื่นเข้าใจได้ว่ามีสิทธิทำซ้ำและดัดแปลงรูปภาพผลงานอุลตร้าแมน ทั้งจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิอย่างเปิดเผยเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสี่ เมื่อข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง และมาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ตามฟ้อง จึงไม่มีค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ต้องชำระตามคำพิพากษา และกรณีไม่อาจสั่งให้ของกลางตกเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้ เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนโดยเป็นผู้สร้างสรรค์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วม และสัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากผลงานอุลตร้าแมนโดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องแย้งเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ได้ จำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีหาใช่ผู้โอนขายหรือผู้อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดรายได้หรือผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการโอนขายลิขสิทธิ์หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์และทำให้งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้อยคุณค่าลงจากจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนโดยการจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสี ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี จำเลยที่ 4 จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีโดยเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน และไม่ได้ความว่าความเข้าใจว่าตนมีสิทธิจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีของจำเลยที่ 4 เป็นไปโดยประมาทเลินเล่อ กับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้รับผลกำไรจากการนี้หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในทางแพ่งฐานกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าขาดประโยชน์อันพึงได้รับจากการจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีออกจำหน่ายเพื่อประโยชน์ทางการค้าจากจำเลยที่ 4 ได้อีก ค่าใช้จ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์เสียไป เป็นผลสืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่อลูกค้าของโจทก์และบุคคลทั่วไป จึงถือได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ได้ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64 สำหรับค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้วเรียกเก็บเงินจากผู้ขายหรือจำหน่ายสินค้าที่มีตัวอุลตร้าแมนนั้น เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ร้องทุกข์ดำเนินคดี จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว และผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวคือผู้ที่ถูกจำเลยที่ 2 แจ้งความร้องทุกข์และเรียกเก็บเงินหาใช่โจทก์ไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายนี้ การขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่ละเว้นการกระทำต่างๆ เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนพิพาทหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไป เป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับเช่นนี้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.47 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม.4 พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม.10 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม.26 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม.45 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.4 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.18 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.27 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.31 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.64 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.69 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.70 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.75 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.76

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษและบังคับจำเลยทั้งสี่ ดังนี้ (1) ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 19, 27, 31, 61, 69, 70, 74, 75 และ 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, และ 137 (2) ห้ามมิให้อ้างตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวใน อุลตร้าแมน หรือ ยอดมนุษย์ ทั้งปวงตามคำฟ้อง และห้ามมิให้ทำสัญญามอบสิทธิหรือลิขสิทธิ์ใน อุลตร้าแมน หรือ ยอดมนุษย์ ทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่บุคคลอื่น (3) ให้มีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนสัญญาหรือข้อผูกพันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำกับบุคคลภายนอกทุกราย (4) ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ดังต่อไปนี้ (4.1) ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดรายได้จากค่าตอบแทนการโอนขายลิขสิทธิ์หรือการอนุญาตให้บุคคลอื่นได้ใช้ลิขสิทธิ์เป็นเงิน 60,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น (4.2) ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 5,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะหยุดการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ (5) ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดผลประโยชน์จากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมจากข้อ 4.1 และค่าใช้จ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ต่อบุคคลที่ได้รับสิทธิจากโจทก์รวมเป็นเงิน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น (6) ให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 เพิ่มเติมจากข้อ 4.1 อีกเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น (7) มีคำสั่งให้บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตกเป็นของโจทก์ (8) มีคำสั่งจ่ายค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ชำระตามคำพิพากษาในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง (9) ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในอัตราอย่างสูงแทนโจทก์ด้วย (10) ขอให้พิพากษาว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิซึ่งจำเลยที่ 2 อ้างว่าตนได้ทำขึ้นกับบริษัทซึบูราญ่า โปรด์ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2519 เป็นเอกสารปลอม และไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย กับทั้งห้ามจำเลยทั้ง 4 อ้างสิทธิหรือใช้เอกสารปลอมดังกล่าว (11) ขอให้พิพากษาว่า หนังสือซึ่งโจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 2 ฉบับวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ตกเป็นโมฆะ และไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย กับทั้งห้ามจำเลยทั้งสี่อ้างสิทธิหรือใช้เอกสารดังกล่าว (12) ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนลักษณะต่างๆ ที่ระบุไว้ในคำฟ้องแต่เพียงผู้เดียว และห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างสิทธิใด ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาในคดีส่วนอาญาสำหรับจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยทั้งสี่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา และให้การในคดีส่วนแพ่งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์รับผิดดังนี้คือ (1) ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียสิทธิไม่อาจทำการค้าเกี่ยวกับสิทธิในงานอุลตร้าแมนดังกล่าว อาทิเช่น ค่าจำหน่ายสิทธิสำหรับโทรทัศน์ วิดีโอ เคเบิลทีวี และค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิอื่น ๆ ในประเทศไทยได้ อันเนื่องมาจากโจทก์ได้ฟ้องร้องและแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในงานดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว เป็นเงิน 27,765,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ (2) ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียสิทธิไม่อาจทำการค้าเกี่ยวกับสิทธิในงานอุลตร้าแมนดังกล่าว อาทิเช่น ค่าจำหน่ายสิทธิสำหรับโทรทัศน์ วิดีโอ เคเบิลทีวีและค่าอนุญาตให้ใช้สิทธิอื่น ๆ ในประเทศอื่น ๆ ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยอันเนื่องมาจากโจทก์ได้ฟ้องร้องและแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในงานดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว เป็นเงิน 231,063,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น (3) ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ประพฤติผิดสัญญาด้วยการนำเอาสิทธิในงานอุลตร้าแมนของจำเลยที่ 2 ไปหาผลประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบ โดยทำสัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในงานอุลตร้าแมนในประเทศไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 และรับผลประโยชน์ตอบแทน เป็นเงิน 365,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ (4) ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ประพฤติผิดสัญญาด้วยการนำเอาสิทธิในงานอุลตร้าแมนของจำเลยที่ 2 ไปหาผลประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบ โดยทำสัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในงานอุลตร้าแมนในประเทศอื่น ๆ ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 และรับผลประโยชน์ตอบแทน เป็นเงิน 1,095,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ (5) ขอให้พิพากษาให้โจทก์หยุดและระงับการอ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนในประเทศไทย กับหยุดและระงับการใช้สิทธิหรือให้สิทธิที่เกี่ยวข้องใด ๆ ในสิทธิในผลงานอุลตร้าแมนในประเทศไทย (6) ขอให้พิพากษาเพิกถอนการให้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์และตัวแทนโจทก์ให้แก่บุคคลอื่นในประเทศไทย (7) ขอให้พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่าง ๆ ทั้งหมดที่ระบุในคำฟ้องแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั้งหมดทั่วโลก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น (8) ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดและผิดสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในอัตราเดือนละ 10,000,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะหยุดการกระทำละเมิดและผิดสัญญาในสิทธิของจำเลยที่ 1 และที่ 2 (9) ขอให้พิพากษาว่า สัญญาโอนให้สิทธิซึ่งโจทก์และหรือบริษัทซึบูราญ่า เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด และหรือบริษัทซึบูราญ่า โปรด์ แอนด์ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ตัวแทนทางการค้าของโจทก์ทำกับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 เป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง และมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ (10) ขอให้พิพากษาว่า หนังสือซึ่งโจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 เป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง และมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา และให้การกับฟ้องแย้งในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในคดีส่วนอาญา และให้การต่อสู้ในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่ง กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 2 รวม 12,000,0000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ห้ามโจทก์ละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 2 และไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยที่ 2 ต่อไป ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รายละ 500,000 บาท จำเลยที่ 3 จำนวน 400,000 บาท และจำเลยที่ 4 จำนวน 200,000 บาท โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ เว้นแต่ในส่วนที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 สั่งไม่รับเพราะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดฐานนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ประการแรกตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งนายมานัสทนายความลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์นั้นเป็นการยื่นอุทธรณ์โดยทนายความผู้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า นายมานัสยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งนายมานัสลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ พร้อมกับใบแต่งทนายความซึ่งนายโคอิชิผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้แต่งทนายความ ระบุในใบแต่งทนายความให้นายมานัสเป็นทนายความของโจทก์ในคดีเรื่องนี้ และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์รวมถึงการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ซึ่งใบแต่งทนายความดังกล่าวเจ้าพนักงานโนตารีปับลิกแห่งกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้รับรองลายมือชื่อของนายโคอิชิกับมีหนังสือรับรองของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น รับรองเจ้าพนักงานโนตารีปับลิก และมีหนังสือรับรองของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว รับรองลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น ดังกล่าว และนายมานัสแถลงยืนยันต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า ใบแต่งทนายความของโจทก์ได้ดำเนินการตามพิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับเอกสารที่ทำในต่างประเทศครบถ้วนแล้ว โดยจำเลยทั้งสี่มิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่น ฟังได้ว่าโจทก์แต่งตั้งนายมานัสให้มีอำนาจตามที่ระบุในใบแต่งทนายความจริง เมื่อใบแต่งทนายความดังกล่าวระบุให้นายมานัสมีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์แทนโจทก์ นายมานัสจึงมีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียงและผู้พิมพ์ได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งรับเฉพาะฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นฝ่ายชนะคดีโจทก์ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีส่วนได้เสียในฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีข้ออ้างเป็นเหตุแห่งส่วนได้เสียอันจะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ประกอบกับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งรวมมากับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเพียง 4 ข้อ คือ ข้อ 2.2 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นพ้องและเห็นชอบด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่าสัญญาพิพาทเป็นเอกสารที่แท้จริง ข้อ 2.4 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นพ้องด้วยกับผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฯ ข้อ 2.5 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นพ้องและเห็นชอบด้วยกับเหตุและผลตามคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และข้อ 2.6 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นพ้องด้วยกับเหตุและผลตามคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง เห็นได้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้มีคำขอให้บังคับโจทก์ต้องรับผิดแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกเหนือไปจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามา คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 สำหรับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติญี่ปุ่นและมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพยนตร์และงานศิลปประยุกต์ อุลตร้าแมน หรือ ยอดมนุษย์ ตามฟ้อง และนำออกโฆษณาเผยแพร่เป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2509 และในปีอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นสืบเนื่องกันมาโจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนตามฟ้อง ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทยเพราะประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นต่างก็เป็นภาคีของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์อนุสัญญาเดียวกัน ขณะเกิดเหตุคดีนี้งานดังกล่าวยังอยู่ในอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เห็นสมควรยกปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตั้งแต่เริ่มแรกหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 มาตรา 4 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่บริษัทโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมน บัญญัติว่า "ผู้ประพันธ์ ให้กินความถึงผู้แต่งเพลงดนตรี ผู้ทำหรือก่อให้เกิดซึ่งศิลปกรรม เช่น ช่างเขียน ช่างภาพหุ่น สถาปนิก ฯลฯ ด้วย" และมาตรา 10 บัญญัติว่า ผู้ประพันธ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำวรรณกรรม วิทยาศาสตรกรรมหรือศิลปกรรมของตนเป็นภาพยนตร์แสดงให้ประชาชนดู ดังนั้นในการสร้างงานศิลปกรรมหรืองานภาพยนตร์ การมีส่วนร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดงานศิลปกรรมหรืองานภาพยนตร์จึงเป็นสาระสำคัญของการที่จะได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มิได้ให้ความคุ้มครองสิ่งที่เป็นเพียงความคิด ปัญหาคดีนี้จึงมีว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการแสดงออกซึ่งความคิดโดยได้ร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดผลงานอุลตร้าแมนตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คงอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งรู้จักสนิทสนมกับนายเอยิ เพียงแต่เสนอแนวความคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนแก่นายเอยิว่าให้สร้างคนรูปร่างใหญ่เพื่อมาปราบก็อดซิลล่าและสัตว์ประหลาดต่าง ๆ โดยได้เสนอเค้าโครงหน้าในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งพระพุทธรูปยุคสุโขทัยเพื่อให้ดูอ่อนโยน และท่าทางของพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เช่น ปางเปิดโลกเพื่อให้เหมือนท่าทางของซุปเปอร์แมน กับปางห้ามญาติเพื่อให้เป็นท่าตอนปล่อยแสงอันเป็นการให้ความช่วยเหลือเสนอความคิดในฐานะที่เป็นคนรู้จักสนิทสนมกันเท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏแน่ชัดว่านายเอยิได้นำแนวความคิดตามที่จำเลยที่ 2 เสนอไปใช้ในการสร้างผลงานอุลตร้าแมนจริงหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนเมื่อปี 2507 และเสร็จปี 2508 จำเลยที่ 2 ไปศึกษาวิชาการโฆษณาซึ่งครอบคลุมถึงการสร้างภาพยนตร์เมื่อปี 2505 และฝึกงานอยู่กับบริษัทโตโฮ จำกัด เชื่อว่า ในช่วงเวลาของการเริ่มสร้างอุลตร้าแมน จำเลยที่ 2 เป็นเพียงนักศึกษาหรือผู้ฝึกงาน ข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ว่า มีสถานภาพสูง จึงมีน้ำหนักน้อย ที่จำเลยที่ 2 นำสืบอีกว่า เหตุที่ไม่ได้เปิดเผยเรื่องที่ร่วมสร้างสรรค์กับโจทก์มาแต่แรก เพราะเกรงว่ารายได้ทางการค้าจะไม่ดีเพราะคนไทยไม่นิยมผลงานของคนไทยก็มีน้ำหนักน้อยเช่นกัน จากเหตุผลและพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงทุนลงแรงหรือมีส่วนร่วมทำหรือร่วมก่อให้เกิดผลงานอุลตร้าแมน คดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับโจทก์สร้างสรรค์ผลงานอุลตร้าแมนตั้งแต่เริ่มแรก อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแก่จำเลยที่ 2 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2519 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นประเพณีและวิธีการปฏิบัติในการทำธุรกิจเพื่อหาผลประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์หรือเครื่องหมายการค้าอุลตร้าแมน เช่น การอนุญาตให้ใช้สิทธิหรือการโอนลิขสิทธิ์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจึงเป็นพยานแวดล้อมอย่างหนึ่งในคดีที่ต้องนำมาพิจารณาในการพิสูจน์ความแท้จริงของสัญญาพิพาท นอกจากนี้การตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโดยผู้เชี่ยวชาญและการหาข้อพิรุธจากข้อความที่ปรากฏในสัญญาพิพาทก็เป็นพยานหลักฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการพิสูจน์ความแท้จริงของสัญญาพิพาท เนื่องจากนายโนโบรุซึ่งจำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นผู้ทำสัญญาพิพาทได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว สำหรับพยานแวดล้อมในคดีนี้ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 หลังจากนายโนโบรุ ถึงแก่ความตายประมาณ 1 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำสัญญาพิพาทไปแสดงต่อโจทก์อ้างว่าเป็นสัญญาที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นกับโจทก์ โดยนายโนโบรุซึ่งเป็นประธานบริษัทโจทก์ในขณะนั้น เห็นว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่ให้สิทธิต่าง ๆ ในผลงานอุลตร้าแมนแก่จำเลยที่ 2 ทั่วโลก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจแสวงหาประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ดังปรากฏตามคำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เรียกค่าเสียหายจากโจทก์เป็นค่าขาดประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ควรได้รับเป็นเงิน 1,700,000,000 บาทเศษ แต่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณากลับปรากฏว่า หลังจากวันที่ 4 มีนาคม 2519 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้มีการทำสัญญาพิพาทไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนในลักษณะที่ยืนยันว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เด็ดขาดตามสัญญาพิพาทแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เคยนำสัญญาพิพาทไปอ้างหรือแสดงต่อผู้ใด จนกระทั่งต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2539 ภายหลังนายโนโบรุถึงแก่ความตายประมาณ 1 ปี และภายหลังวันที่ระบุในสัญญาพิพาทถึง 20 ปี จำเลยที่ 2 จึงเพิ่งนำสัญญาพิพาทไปแสดงและอ้างต่อโจทก์ว่าเป็นสัญญาที่โจทก์โดยนายโนโบรุทำขึ้นกับจำเลยที่ 2 นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัยสำหรับผู้ประกอบธุรกิจในด้านนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะในทางการค้าผู้ที่ลงทุนซื้องานลิขสิทธิ์มาย่อมต้องการหากำไรจึงต้องรีบแสวงหาผลตอบแทนโดยอาจทำสัญญาอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิเพื่อให้คุ้มค่าแก่เงินทุนที่ลงไป และเพื่อมิให้งานลิขสิทธิ์ เช่น ภาพยนตร์ที่ซื้อมาล้าสมัย ทั้งการนำสัญญาพิพาทออกมาแสดงหลังจากนายโนโบรุถึงแก่ความตายยังอาจส่อให้เห็นได้ว่า เพื่อตัดโอกาสมิให้นายโนโบรุซึ่งถึงแก่ความตายแล้วโต้แย้งความถูกต้องแท้จริงของเอกสารได้ นอกจากนี้ในการที่จำเลยที่ 2 ไปขอจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อเดือนมิถุนายน 2538 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากนายโนโบรุถึงแก่ความตายไม่กี่วัน จำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 2 ได้ลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์เพียง 2 เรื่อง คือเรื่อง ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบเอ กับเรื่อง หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ โดยร่วมสร้างสรรค์กับนายโนโบรุ ในปี 2516 และในปี 2517 ตามลำดับ ตามคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 2 มิได้ขอจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ในผลงานภาพยนตร์อุลตร้าแมนอื่น ๆ อีก 7 เรื่อง ที่ระบุไว้ในสัญญาพิพาท และมิได้แจ้งว่าตนเองได้รับโอนลิขสิทธิ์มาจากโจทก์ตามสัญญาพิพาทแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ตามแบบฟอร์มคำขอจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ก็มีระบุถึงกรณีการได้รับลิขสิทธิ์โดยการรับโอนเพื่อให้ทำเครื่องหมายไว้ในข้อ 6 ด้วย ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับการหาข้อพิรุธจากข้อความในเอกสารและการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในการสืบพยานของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้มีการส่งลายมือชื่อนายโนโบรุในสัญญาพิพาทไปให้กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนายโนโบรุ ตรวจพิสูจน์แล้วมีความเห็นว่า ลายมือชื่อในสัญญาพิพาทกับลายมือชื่อของนายโนโบรุในเอกสารตัวอย่างมีคุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของตัวอักษรและลายเส้นแตกต่างกัน จึงลงความเห็นว่ามิใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนายอาคิระพยานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มสุยเมยในสังกัดสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์แห่งญี่ปุ่น ผู้ตรวจสอบลายมือชื่อในสัญญาพิพาทเบิกความว่า ลายมือชื่อที่ตรวจมีลักษณะตั้งใจเขียน ส่วนลายมือชื่อตัวอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ลายมือชื่อที่ตรวจการเขียนมีลักษณะไม่คุ้นเคยหรือเคยชิน ตัวอักษรไม่เป็นรูปแบบของตัวเอง และแถวตัวอักษรขึ้นลงไม่ตรง ต่างจากลายมือชื่อตัวอย่างแถวตัวอักษรจะตรงดูสวยงาม ทั้งเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจเปรียบเทียบลายมือชื่อในสัญญาพิพาทกับเอกสารตัวอย่างแล้ว ปรากฏว่ามีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดอันเป็นข้อพิรุธ กล่าวคือ ลายมือชื่อของนายโนโบรุในเอกสารตัวอย่างเขียนอักษรตัวอาร์แบบตัวพิมพ์เล็ก คงมีเพียงบางลายมือชื่อที่ลากหางตัววายลงไปแล้วมิได้ตวัดไปทางใด แต่ลายมือชื่อในสัญญาพิพาท กลับเขียนอักษรตัวอาร์เป็นแบบตัวเขียนเล็ก และอักษรตัววายเมื่อลากหางลงไปจะตวัดขึ้นทางซ้ายแล้ววกกลับไปทางขวาเช่นเดียวกับที่บุคคลทั่วไปเขียน ดังนี้พยานหลักฐานของโจทก์นับว่ามีน้ำหนักและเหตุผลน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ลายมือชื่อในสัญญาพิพาทไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของนายโนโบรุ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง และมาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์ฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งมาในคดีเดียวกันเพราะมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวเนื่องกันไป แต่การดำเนินคดีในส่วนอาญายังต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ซึ่งให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิดตามคำฟ้อง การที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้นั้น โจทก์ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามคำฟ้องของโจทก์จริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2540 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำซ้ำและดัดแปลงรูปภาพผลงานอุลตร้าแมนและนำรูปภาพนั้นไปจัดทำเป็นสมุดภาพระบายสีขึ้น และร่วมกันจัดพิมพ์เป็นสมุดภาพระบายสีเพื่อการค้า กับมอบให้จำเลยที่ 4 ขาย เสนอขายสมุดภาพระบายสีนั้น โดยมีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า ตามวันเวลาดังกล่าวโจทก์ตรวจพบสมุดภาพระบายสีที่บริษัทจำเลยที่ 1 และที่ร้านหนังสืออื่น ๆ ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และให้สิทธิแก่จำเลยที่ 4 ในการจัดพิมพ์เผยแพร่ ทางนำสืบดังกล่าวนั้นนอกจากแสดงว่าการจัดทำ การจัดพิมพ์ และจัดจำหน่ายสมุดภาพดังกล่าวนั้นได้กระทำโดยเปิดเผยแล้ว ยังแสดงด้วยว่าการกระทำดังกล่าวนั้นกระทำขึ้นภายหลังจากที่วันที่ 23 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ได้ไม่นาน โดยที่หนังสือที่โจทก์ทำถึงจำเลยที่ 2 นั้น ได้ระบุเนื้อความไว้ชัดเจนว่าโจทก์ทำขึ้นเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน รวมถึงยอดมนุษย์อุลตร้าแมน ซีรี่ส์ และยอดมนุษย์จัมบอร์ก เอ ซีรี่ส์ แม้หนังสือดังกล่าวไม่ได้มีผลเป็นการที่โจทก์รับรองสิทธิของจำเลยที่ 2 ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่การที่จำเลยที่ 2 เองก็เคยทำธุรกิจร่วมกับโจทก์โดยได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้สร้างสรรค์ภาพยนตร์เกี่ยวกับผลงานอุลตร้าแมนออกฉายในประเทศไทยอยู่หลายเรื่อง ทั้งก่อนและในระหว่างที่โจทก์มีหนังสือดังกล่าวก็มีการติดต่อเจรจากันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนอยู่หลายครั้ง การมีหนังสือดังกล่าวส่งโดยตรงถึงจำเลยที่ 2 ขณะยังมีข้อพิพาทในเรื่องสิทธิในลิขสิทธิ์ต่อกันและขณะนั้นก็ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอันเป็นที่สุดโดยศาลถึงเรื่องความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ อาจทำให้จำเลยที่ 2 รวมถึงจำเลยอื่นที่ร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือที่จำเลยที่ 2 มอบสิทธิให้ เข้าใจไปได้ว่าตนเองมีสิทธิทำซ้ำและดัดแปลงรูปภาพผลงานอุลตร้าแมนและนำรูปภาพนั้นไปจัดทำเป็นสมุดภาพระบายสี และจัดพิมพ์เป็นสมุดภาพระบายสีเพื่อการค้า กับมีสิทธิขาย และเสนอขายสมุดภาพระบายสีนั้น ซึ่งในข้อนี้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ก็ได้นำสืบว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิอย่างเปิดเผยเป็นลายลักษณ์อักษร และกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาไว้อย่างชัดเจน ตามหนังสือสัญญาการอนุญาตให้ใช้สิทธิ เมื่อโจทก์ซึ่งเลือกใช้สิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ทางอาญามาด้วย และมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้อง ยังนำสืบในข้อนี้ให้ปราศจากความสงสัยตามสมควรไม่ได้ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง และมาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง ตามฟ้อง ดังนั้น จึงไม่มีค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ต้องชำระตามคำพิพากษา และกรณีไม่อาจสั่งให้ของกลางตกเป็นของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนั้นศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่คำพิพากษาส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสี่ต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดทางอาญาหรือไม่ สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์โจทก์ที่ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนทั้งในฐานะที่เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วมกับโจทก์ และในฐานะที่จำเลยที่ 2 ได้รับโอนลิขสิทธิ์มาจากโจทก์ตามสัญญาพิพาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากผลงานอุลตร้าแมนตลอดมา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนโดยเป็นผู้สร้างสรรค์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วม และสัญญาพิพาทเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหาประโยชน์ใด ๆ จากผลงานอุลตร้าแมนโดยมิได้รับอนุญาตจากโจทก์ได้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องแย้งเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้บังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์โจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งให้แก่โจทก์จากการกระทำละเมิดสิทธิต่องานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เพียงใด ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความได้สืบพยานกันมาสิ้นกระบวนพิจารณา และโจทก์ได้อุทธรณ์มาด้วยแล้วตามคำฟ้องอุทธรณ์ข้อ 8.1 ถึง ข้อ 8.5 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย โดยโจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.1 เรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดรายได้หรือผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการโอนขายลิขสิทธิ์หรืออนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ และทำให้งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้อยคุณค่าลง ซึ่งโจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสี่เป็นเงินจำนวน 60,000,000 บาทนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสี จำเลยที่ 4 หาใช่ผู้โอนขายหรือผู้อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายกรณีนี้จากจำเลยที่ 4 ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น จำเลยที่ 2 เป็นผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนจัดพิมพ์สมุดภาพและระบายสี ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่ไม่น่าจะมีค่าตอบแทนในการอนุญาตให้ใช้สิทธิสูงนัก เห็นควรกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ตามสมควรแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีเป็นเงิน 500,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.2 เรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์อันพึงได้รับจากการจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีออกจำหน่ายเพื่อประโยชน์ทางการค้า เห็นว่า ข้อเท็จจริงเรื่องการจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีนั้นได้วินิจฉัยในคดีส่วนอาญาแล้วว่า จำเลยที่ 4 ได้กระทำไปโดยขออนุญาตใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนจากจำเลยที่ 2 โดยมีพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 4 เข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน และจำเลยที่ 4 มีสิทธิจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีออกวางจำหน่ายได้ เพราะได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากจำเลยที่ 2 แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 4 จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีโดยระบุว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเป็นผู้ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 4 ในการจัดพิมพ์เผยแพร่ โดยที่บริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 อีกผู้หนึ่ง มิได้มีส่วนร่วมในการอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีนี้ให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้จำเลยที่ 4 ใช้สิทธิในผลงานอุลตร้าแมนของโจทก์นั้น ก็ได้กำหนดค่าเสียหายกรณีนี้ให้แก่โจทก์ตามอุทธรณ์เรื่องค่าเสียหายข้อ 8.1 ข้างต้นแล้ว จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีนี้อีก เพราะจะเป็นการกำหนดค่าเสียหายซ้ำซ้อนกัน และสำหรับจำเลยที่ 4 ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาฟังว่า จำเลยที่ 4 จัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีโดยเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้สิทธิเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมน และโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นได้ว่าความเข้าใจว่าตนมีสิทธิจัดพิมพ์สมุดภาพระบายสีของจำเลยที่ 4 เป็นไปโดยประมาทเลินเล่อ ทั้งไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 4 ได้รับผลกำไรจากการนี้หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในทางแพ่งฐานกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายกรณีนี้จากจำเลยทั้งสี่ได้อีก โจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.3 เรียกค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ต่อบุคคลที่ได้รับสิทธิจากโจทก์จำนวน 10,000,000 บาท เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนที่โจทก์เสียไปนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงานอุลตร้าแมนต่อลูกค้าของโจทก์และบุคคลทั่วไป จึงถือได้ว่าค่าใช้จ่ายที่โจทก์เสียไปในการนี้เป็นค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 64 แต่ที่โจทก์ขอมาสูงถึง 10,000,000 บาทนั้น โจทก์มีเพียงใบเสร็จรับเงินพร้อมสำเนาประกาศหนังสือพิมพ์จำนวน 3 ฉบับ แสดงว่าโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการประกาศหนังสือพิมพ์ดังกล่าวไป 106,000 บาท กับเชื่อได้ว่าโดยลักษณะของการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เช่นนั้นย่อมทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงให้แก่ลูกค้าของโจทก์โดยตรงอีกจำนวนหนึ่งด้วย จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.4 เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการแต่งตั้งให้บุคคลอื่นเป็นตัวแทนจัดหาผู้รับอนุญาตผลิตสินค้าต่าง ๆ ออกจำหน่ายและทำสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นจัดทำวิดีโอเทปออกจำหน่าย จำนวน 20,000,000 บาท นั้น เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท และโจทก์อุทธรณ์ข้อ 8.5 เรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน แล้วได้เรียกเก็บเงินจากผู้ขายหรือจำหน่ายสินค้าที่มีตัวอุลตร้าแมน เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ให้ไปแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว จำเลยที่ 3 ในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปในนามของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการ ดังนี้จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว และผู้ที่ได้รับความเสียหายในกรณีนี้คือผู้ที่ถูกจำเลยที่ 2 แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีและเรียกเก็บเงินไปหาใช่โจทก์ไม่ เพราะแม้จำเลยที่ 2 จะเรียกเก็บเงินจากผู้ถูกแจ้งความดำเนินคดีไปจริงก็ตาม แต่สิทธิของโจทก์ที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ก็หาได้เปลี่ยนแปลงไปไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายกรณีนี้จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่หยุดกระทำการอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามฟ้อง ให้จำเลยทั้งสี่ยุติการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่อ้างตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งปวงตามคำฟ้อง และห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่ทำสัญญามอบสิทธิหรือลิขสิทธิ์ในอุลตร้าแมนหรือยอดมนุษย์ทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งหมายถึงการละเว้นการกระทำดังกล่าวหลังจากวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นต้นไปนั้น เป็นเรื่องการกระทำในอนาคตซึ่งยังมิได้มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์อยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 10,700,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 ธันวาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 800,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชำระรายละ 200 บาท ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7457/2550 บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด โจทก์ บริษัทซึบูราญ่า ไชโย จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทซึบูราญ่า โปรดัคชั่นส์ จำกัด · จำเลย - บริษัทซึบูราญ่า ไชโย จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เนตรมัย · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายพรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 185/2535ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 824/2535ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1148/2534ฎีกา 861/2540ฎีกา 831/2541ฎีกา 863/2524ฎีกา 4519/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา