⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8388/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อตกลงที่ระบุว่าหากได้รับเงินครบถ้วนแล้วจะไม่ติดใจเรียกร้องอีกต่อไป แต่มีเงื่อนไขให้เสนอต่อกรรมการของจำเลยก่อน ไม่ถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะไม่ได้ระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นไปทีเดียว

ย่อคำพิพากษา

ข้อตกลงที่มีข้อความว่า หากโจทก์ได้รับเงินจำนวนตามที่ระบุไว้ครบถ้วน โจทก์ก็ไม่ติดใจเรียกร้องไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญาหรือไม่ติดใจเอาความอีก และจำเลยต้องนำข้อตกลงนี้ไปเสนอต่อกรรมการของจำเลยร่วมก่อน ข้อตกลงดังกล่าวย่อมไม่ได้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จสิ้นไปทีเดียว จึงไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.9 มีผลบังคับใช้เช่นเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยที่ 2 ระงับ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (เอกสารหมาย จ.9) แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ว่า เอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า เอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ความรับผิดในมูลละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ยังคงมีอยู่ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ไม่ชอบ ปัญหาว่าเอกสารหมาย จ.9 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่จึงเกี่ยวกับอำนาจฟ้องที่โจทก์จะนำคดีไปฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่โดยอาศัยเอกสารหมาย จ.9 ได้หรือไม่ จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 700,242 บาท โดยให้จำเลยร่วมรับผิดไม่น้อยกว่า 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) ช - 9797 กรุงเทพมหานคร เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระเงินจำนวน 390,242 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า ข้อความตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.12 มีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.12 ต่างยังมีเงื่อนไขอยู่ว่าหากโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวตามข้อความในเอกสารครบถ้วนก็ไม่ติดใจเรียกร้องไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญา หรือไม่ติดใจเอาความอีก และตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงดุสิตเอกสารหมาย จ.9 ทนายจำเลยก็แถลงว่าจะต้องนำข้อตกลงดังกล่าวไปเสนอต่อกรรมการของจำเลยร่วม ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมิได้ระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้เสร็จสิ้นไปทีเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่าเงื่อนไขตามข้อตกลงมิได้ดำเนินการให้สำเร็จไป ข้อตกลงดังกล่าวย่อมไม่อาจใช้บังคับได้ ข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลทำให้มูลหนี้ที่เกิดจากการกระทำละเมิดระงับไป การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.9 มีผลบังคับเช่นเดียวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดจากจำเลยที่ 2 ระงับ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ว่าเอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ เห็นว่า เอกสารหมาย จ.9 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ ความรับผิดในมูลละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ยังคงมีอยู่ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีไปฟ้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความใหม่ไม่ชอบ ปัญหาว่าเอกสารหมาย จ.9 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่จึงเกี่ยวกับอำนาจฟ้องที่โจทก์จะนำคดีไปฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่โดยอาศัยเอกสารหมาย จ.9 ได้หรือไม่ จึงเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8388/2550 นายนริศ ปราชญ์ประภาส โจทก์ บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายนริศ ปราชญ์ประภาส · จำเลย - บริษัทโตโยต้าลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก · จำเลยร่วม - บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มานะ ศุภวิริยกุล · สุรพล เจียมจูไร · ชวลิต ตุลยสิงห์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นางสาวพรรณิภา วิชิตะกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุนัย มโนมัยอุดม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.600/2546

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1000/2505ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 226/2532ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา