⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10852/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10852/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ และหากสัญญาซื้อขายบ้านพิพาทมีส่วนที่เกิดจากหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว สัญญาซื้อขายย่อมตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 350,000 บาท และค้างชำระดอกเบี้ยโจทก์ต่อมาสามีจำเลยได้ทำสัญญาขายบ้านพิพาทให้โจทก์ในราคา 590,000 บาท โดยมีการโอนหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระโจทก์จำนวน 590,000 บาท แทนการชำระราคาบ้าน เมื่อพิจารณาดอกเบี้ยเงินกู้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์แล้วนำมารวมกับต้นเงินกู้เป็นเงินที่ชำระราคาซื้อขายบ้านพิพาทนั้น เป็นการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฯ มาตรา 3 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 654 ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ สัญญาซื้อขายบ้านพิพาทจึงเกิดจากหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ราคาบ้านพิพาทที่กำหนดในสัญญาจะรวมเอาต้นเงินกู้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับไว้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์และสามีจำเลยมิได้มีเจตนาจะแบ่งแยกซื้อขายบ้านบางส่วนในราคาต้นเงิน 350,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระอยู่ สัญญาซื้อขายบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับสามีจำเลยย่อมเป็นโมฆะทั้งฉบับตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.173 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.654 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาทและส่งมอบบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 11,000 บาท และอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านเลขที่ดังกล่าวของโจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านดังกล่าวให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า การทำสัญญาซื้อขายบ้านพิพาทเป็นการแปลงหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ แต่จำเลยก็ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ต่อศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย เนื่องจากจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านพิพาทจากโจทก์ และเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้ว จำเลยไม่ยอมออกจากบ้านพิพาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมจำเลยได้กู้เงินโจทก์จำนวน 350,000 บาท และค้างชำระดอกเบี้ยโจทก์ ต่อมานายเบิ้มสามีจำเลยได้ทำสัญญาขายบ้านพิพาทให้โจทก์ในราคา 590,000 บาท โดยมีการโอนหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระโจทก์จำนวน 590,000 บาท แทนการชำระราคาบ้าน เมื่อพิจารณาดอกเบี้ยเงินกู้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์แล้วนำมารวมกับต้นเงินกู้เป็นเงินที่ชำระราคาซื้อขายบ้านพิพาทนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่าจำเลยขอกู้ยืมเงินโจทก์และขอให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 บาทต่อเดือน ดังนั้นดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนดังกล่าวเป็นอัตราที่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ สัญญาซื้อขายบ้านพิพาทจึงเกิดจากหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ราคาบ้านพิพาทที่กำหนดในสัญญาจะรวมเอาต้นเงินกู้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับไว้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์และนายเบิ้มมิได้มีเจตนาจะแบ่งแยกซื้อขายบ้านบางส่วนในราคาต้นเงิน 350,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระอยู่สัญญาซื้อขายบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายเบิ้มสามีจำเลยย่อมเป็นโมฆะทั้งฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 ที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทไม่ได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านพิพาทและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้นหาชอบไม่ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10852/2551 นางกระแสร์ พงษ์พานิช โจทก์ นางแบ๊ว สู่สวัสดิ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางกระแสร์ พงษ์พานิช · จำเลย - นางแบ๊ว สู่สวัสดิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย เกษชุมพล · บุญรอด ตันประเสริฐ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5879/2537ฎีกา 1452/2511ฎีกา 4143/2532ฎีกา 1364/2514ฎีกา 170/2546ฎีกา 3414/2541ฎีกา 3191/2547ฎีกา 567/2536ฎีกา 1783/2551ฎีกา 1758/2542ฎีกา 4133/2529ฎีกา 404/2565ฎีกา 2657/2534ฎีกา 2600/2543ฎีกา 6096/2550ฎีกา 650/2532ฎีกา 3994/2540ฎีกา 8000/2553ฎีกา 192/2485ฎีกา 999/2531ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5162/2553ฎีกา 1913/2537ฎีกา 4934/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ